มิติใหม่ของพื้นที่อ่านนิยาย จัดเต็มแบบล้นคลัง ทั้งนิยายแปลจีน ญี่ปุ่นและไทย เฟ้นหาทุกหมวดคุณภาพให้ทุกคนได้อ่านกันฟินๆ พร้อมอ่านฟรีจำนวนมาก!! อย่ารอช้า! รีบสมัครสมาชิกมาเปิดประสบการณ์ความสนุก พร้อมระเบิดความมันส์ ผ่านการอ่านไปพร้อมกันได้ที่ อ่านนิยายด็อทเน็ต  

อ่านนิยาย เล่มที่ 2 ตอนที่ 58 อนาถ

  สวี่ตี้นั่งไม่ติดแล้วจริงๆ อาศัยในช่วงที่เว่ยหลางมาถึงเขตเมืองเหอซี ไปหาเว่ยหลางแล้วพูดคุยกันอยู่นาน ไม่รู้ว่าคุยอะไรกันบ้าง หลังจากกลับมา ก็ส่งคนขี่ม้ากลุ่มหนึ่งมาให้สวี่ตี้ หลังจากสวี่ตี้ฝึกสอนคนพวกนี้แบบง่ายๆ แล้วก็เริ่มดำเนินการ

        สวี่ตี้ดามแขนข้างหนึ่ง แล้วสร้างห้องทำงานห้องหนึ่งในสำนักงานเขต ลูกน้องเหล่านั้นพากันมาล้อมเจ้าของร้านแป้งทอดเอาไว้ หลังจากสอบถามคนมากมาย สวี่ตี้ก็ใช้ถ่านมาวาดแผนผังง่ายๆ บนกำแพง แล้วค่อยๆ ร่างแผนผังความสัมพันธ์ของเจ้าของร้านแป้งทอดออกมา หลังจากสืบหาคนพวกนี้ออกมาได้ ก็เริ่มค้นหาข้อมูลเดิมของประชาชนในเขต ซึ่งนั่นก็ทำให้สวี่ตี้เจอกับเบาะแสจริงๆ

        ด้วยความคิดที่ว่ายอมจับผิดดีกว่าปล่อยเป้าหมายให้หลุดรอดไป คืนวันนั้นจึงจับคนมาจำนวนมาก

        เว่ยหลางคิดไม่ถึงว่าภายในวันเดียวสวี่ตี้ก็ทำเรื่องนี้สำเร็จแล้ว กลายเป็นคนเป่ยตี้ที่อยู่ด้านนอกยังคงนิ่งสงบไม่โจมตี ในเมืองเบื้องหน้าดูสงบมาก ความจริงแล้วทุกคนต่างรู้ ในใจของทุกคนเริ่มหวาดหวั่น

        จะทำอย่างไรให้พวกสายลับพูดความจริงออกมา ทางด้านเว่ยหลางมีคนที่คอยสืบสวนโดยเฉพาะ ไม่เพียงจะบีบบังคับข่มขู่หรือล่อลวง ในที่สุดก็เข้าใจแล้ว คนที่พาทหารมาในครั้งนี้คือองค์ชายห้า ซึ่งเป็นองค์ชายที่ฮ่องเต้เป่ยตี้ทรงโปรดปรานมากที่สุด เพื่อให้องค์ชายห้าสามารถมีเหตุผลน่าเชื่อถือในการขึ้นครองบัลลังก์ จึงช่วยวางแผนการลงมือในครั้งนี้

        การลอบเข้ามาโจมตีเมื่อปีก่อนพวกนั้นเป็นองค์ชายสามพาคนมา ผลสรุปเจอกับเรื่องตึงมือ ต่อมาเพราะว่าราชสำนักเป่ยตี้ร้องขอให้ฮ่องเต้เป่ยตี้แต่งตั้งองค์รัชทายาท ฮ่องเต้เป่ยตี้จะต้องมีความสามารถ องค์ชายหลายพระองค์ที่จะแย่งชิงตำแหน่งต่างมีผู้สนับสนุนของตนเอง ทุกคนทะเลาะกันไปมา สุดท้ายก็ตัดสินใจได้ว่า ผู้ใดสามารถโจมตีด่านเยี่ยนเหมินแตกได้ คนนั้นก็สามารถเป็นฮ่องเต้ของเป่ยตี้ได้ เพราะเหตุนี้ องค์ชายหลายพระองค์ของฮ่องเต้เป่ยตี้ก็เริ่มที่จะเค้นสมองคิดหาวิธีว่าจะทำเช่นไรถึงจะสามารถทำลายด่านเยี่ยนเหมินได้

        ฮ่องเต้เป่ยตี้หลายปีก่อนก็คือคนที่แข็งแกร่งและมีความสามารถมาก ที่ฮ่องเต้แคว้นเยี่ยนในรัชกาลปัจจุบันสามารถขึ้นครองราชย์ได้ก็เพราะได้รับการช่วยเหลือจากฮ่องเต้เป่ยตี้ ดังนั้นแคว้นเยี่ยนก็ถือว่าติดหนี้บุญคุณขนาดใหญ่กับฮ่องเต้เป่ยตี้ ตอนนี้ฮ่องเต้เป่ยตี้จะช่วยองค์ชายห้าโอรสของตน จึงใช้บุญคุณในส่วนนี้เพื่อหยิบยืมเส้นทาง แล้วก็ยกสายลับหลายคนที่อาศัยอยู่ในเหอซีมาหลายสิบปีให้กับองค์ชายห้า สายลับพวกนี้ ในเวลาสำคัญก็จะมีประโยชน์ในแบบที่คาดไม่ถึง

        ผู้ใดจะไปคาดคิดว่าพ่อค้าร้านแป้งทอดที่ซ่อนตัวอยู่ลึกที่สุดจะถูกจับได้แล้ว สายลับที่เคยใกล้ชิดกับเจ้าของร้านแป้งทอดเองก็ถูกตามจับไปด้วย ทั้งยังรู้ว่าเรื่องราวเบื้องหลังการเคลื่อนไหวในครั้งนี้ทั้งหมด สวี่เหรารู้สึกว่าในใจมั่นคงขึ้น ขอแค่สามารถปกป้องประตูเมืองให้ดี ไม่ให้คนเป่ยตี้เข้ามาได้ เช่นนั้นก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว

        สวี่ตี้ทำโทรโข่งง่ายๆ หนึ่งอัน ถึงแม้จะไม่สามารถเทียบกับโทรโข่งในยุคปัจจุบันได้ แต่ว่าเอามาใช้ตะโกนบนกำแพงก็ยังสามารถส่งเสียงไปได้ไกลมาก

        สวี่ตี้หาคนที่ตัวใหญ่เสียงดังมาหนึ่งคน หลังจากสั่งงานอะไรเรียบร้อยแล้วก็เริ่มตะโกน “องค์ชายห้าของเป่ยตี้ พวกเราได้จับกุมสายลับของเป่ยตี้ออกมาได้หลายคนแล้ว เหตุใดเจ้าถึงได้มาโจมตีเหอซีพวกเรารู้หมดแล้ว ตอนนี้จะแนะนำเส้นทางให้เจ้าหนึ่งทาง เจ้ารีบพาคนไปซะ เมื่อครู่องค์ชายใหญ่ที่ล้อมด้านนอกด่านเยี่ยนเหมินได้ถูกพวกเราโน้มน้าวให้กลับไปแล้ว ได้ยินมาว่าฮ่องเต้เป่ยตี้ของพวกเจ้าทรงประชวร ทั้งยังอาการหนัก ไม่แน่ว่าองค์ชายใหญ่ของพวกเจ้ากลับไปก็สามารถขึ้นครองราชย์เป็นฮ่องเต้ได้แล้วกระมัง”

        นี่ล้วนเป็นสิ่งที่สวี่ตี้แต่งขึ้นมามั่วๆ แต่ว่าด้านนอกด่านเยี่ยนเหมินมีองค์ชายใหญ่ของเป่ยตี้ล้อมอยู่จริงๆ องค์ชายใหญ่ผู้นี้เป็นพี่ชายจากมารดาคนเดียวกันกับองค์ชายห้า แต่องค์ชายใหญ่สู้องค์ชายห้าที่ได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้เป่ยตี้ไม่ได้ ครั้งนี้ฮ่องเต้ย์เป่ยตี้วางแผนด้วยพระองค์เอง ให้องค์ชายใหญ่ไปล้อมอยู่ด้านนอกด่านเยี่ยนเหมิน พร้อมพาทหารไปด้วย

        ตอนนี้ไม่มีเครื่องมือสื่อสารได้ทันเวลา ทำได้แค่ส่งให้คนกลับไปดูถึงจะรู้ว่าจริงหรือไม่ แต่ว่าไกลขนาดนี้ จะเป็นไปได้หรือ?

        โทรโขงนี่เป็นเรื่องที่แปลกใหม่ ไม่เพียงแต่คนในเมืองเหอซีเท่านั้นที่ได้ยิน ทหารเป่ยตี้ที่อยู่ด้านนอกเมืองก็ได้ยินเช่นกัน ได้ยินเสียงที่ดังขนาดนี้ แน่นอนว่าจะต้องหยุดสิ่งที่ทำในมือลงแล้วฟังด้วยความสงสัยว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น ฟังไปฟังมา องค์ชายห้าของเป่ยตี้ก็นั่งไม่ติดแล้ว

        จึงรีบเรียกผู้ช่วยที่ตนเองพามาด้วยมาปรึกษา

        องค์ชายห้าของเป่ยตี้มีนามว่าอู่ลี่จี๋ อายุสามสิบกว่าชรรษาแล้ว เป็นคนที่ดูแล้วเป็นบุรุษหนุ่มที่แข็งแกร่งมากผู้หนึ่ง แต่ตัวเขากลับฉลาดมาก ชอบวัฒนธรรมของต้าเหลียง เคยแอบเข้ามาทางแคว้นเยี่ยนเพื่อมาท่องเที่ยวในเขตต้าเหลียงอีกด้วย

        ผู้ช่วยที่ติดตามอู่ลี่จี๋มาที่ต้าเหลียงด้วยกันนามว่าซูจื่อกว่าง ซึ่งเคยเป็นขุนนางตกอับของต้าเหลียง ทุกข์ใจที่บ้านเมืองไม่พัฒนา ต่อมาได้รับโอกาสมาโดยบังเอิญ เจอกับอู่ลี่จี๋ที่มาท่องเที่ยวในต้าเหลียง เมื่อลองพูดคุยกันแล้วพบว่าทั้งสองคนเข้ากันได้ดีมาก ต่อมาจึงตามอู่ลี่จี๋ไปที่เป่ยตี้

        ที่อู่ลี่จี๋สามารถได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้ป่ยตี้ได้ ก็เป็นเพราะซูจื่อกว่างช่วยเหลือเอาไว้เยอะมาก เขาค่อยๆ สอนอู่ลี่จี๋วิเคราะห์ความคิดของฮ่องเต้เป่ยตี้อย่างละเอียด ตอบสนองความต้องการที่อีกฝ่ายทรงโปรด ถึงได้กลายเป็นองค์ชายที่ฮ่องเต้เป่ยตี้รักมากที่สุด

        อู่ลี่จี๋ถามซูจื่อกว่าง “อาจารย์ซู ท่านว่าสิ่งที่คนบนกำแพงเมืองเหอซีตะโกนนั้นจริงหรือไม่?”

        ซูจื่อกว่างขมวดคิ้ว “ข้ารู้สึกว่าเรื่องนี้หลอกลวง องค์ชายใหญ่ไม่มีทางไม่ทำตามที่พวกเราปรึกษากันเอาไว้ พวกเรารออีกสักหน่อย รอจนกระทั่งจับประชาชนต้าเหลียงได้เพียงพอ ใช้พวกเขามาเป็นเกราะกำบัง พวกเราก็สามารถโจมตีเข้าไปในเมืองเหอซีได้แล้วขอรับ”

        อู่ลี่จี๋รำคาญเล็กน้อย “อาจารย์ซู แต่ว่าพระวรกายของฮ่องเต้ไม่ค่อยจะดีจริงๆ หลายวันที่พวกเราออกมา ข้ากลัวว่าพระบิดาจะทนรอไม่ไหวแล้วจริงๆ แล้วให้พี่ชายคนอื่นๆ ขึ้นครองราชย์แทน”

        อาจารย์ซูเอ่ย “พวกเราพาคนที่เก่งที่สุดในเป่ยตี้มาด้วยไม่ใช่หรือขอรับ แม้จะยึดโอกาสล่วงหน้าไปแล้วอย่างไร? พวกเราค่อยกลับไปตีคืนก็พอแล้วไม่ใช่หรือ? ท่านฟังคำข้า ข้ารู้สึกว่าพวกเขากำลังสั่นคลอนจิตใจของพวกเรา อยากให้พวกเราวุ่นวาย”

        อู่ลี่จี๋ครุ่นคิด แล้วเอ่ย “อาจารย์ซู ข้าคิดว่าพวกเรารีบลงมือกันเถิด ข้าไม่วางใจทางด้านพระบิดาจริงๆ นะขอรับ”

        อาจารย์ซูเอ่ย “องค์ชายห้าขอรับ แต่ว่าประชาชนต้าเหลียงที่จับมายังไม่เพียงพอ แค่คนไม่กี่คนนี้ พวกเราจะสามารถเดินไปถึงหน้าประตูเมืองได้อย่างไรขอรับ?”

        อู่ลี่จี๋ตอบ “พวกสายลับในเมืองถูกจัดการได้พอสมควรแล้ว อยากจะถามเรื่องด้านในประตูเมืองก็ยาก หากทำอันใดไม่ได้จริงๆ พวกเราก็ค่อยบุกโจมตีก็แล้วกัน”

        ซูจื่อกว่างถอนหายใจ “องค์ชายห้า ข้ารู้ว่าท่านร้อนใจ แต่ว่าเป้าหมายที่พวกเขาทำเช่นนี้ก็คือให้พวกเราร้อนใจ หากรีบลงมือ ฝืนบุกเข้าไปเช่นนี้ก็ติดกับเข้าสิขอรับ”

        อู่ลี่จี๋เอ่ย “พวกเรารอที่นี่มาสามวันแล้ว ขืนรอต่อไปอีก ข้ากลัวว่าต้าเหลียงจะมาโจมตีจากด้านหลัง ถึงตอนนั้นพวกเราก็ถูกโจมตีทั้งสองด้าน เช่นนั้นก็ไปไหนไม่ได้แล้วจริงๆ”

        ซูจื่อกว่างเอ่ย “จะประสบความสำเร็จก็ต้องเสี่ยงอันตราย เพื่อท่านในครั้งนี้ องค์ฮ่องเต้ไม่เพียงแต่ยืมเส้นทางของแคว้นเยี่ยน ยังติดต่อกับองค์ชายสามของต้าเหลียง รับประกันว่าสงครามที่นี่จะไม่สามารถรายงานไปถึงเมืองหลวงได้ องค์ชายห้าขอรับ ตอนนี้พวกเราไม่มีเส้นทางให้เดินแล้ว”

        อู่ลี่จี๋เอ่ย “แต่ว่านี่มันสามวันแล้ว หากรอต่อไปข้ากลัวว่าใจของทหารจะถูกสั่นคลอด โดยเฉพาะราชองครักษ์ที่ถูกข้าพามา หลังจากร่างกายกลับมาเป็นปกติ ก็คิดว่าการลงมือของพวกเราในครั้งนี้ไม่ได้รับอนุญาตจากสวรรค์ ข้ากลัวว่าหากต้องรอต่อไปพวกเขาก็จะมีแต่หนี”

        ซูจื่อกว่างเอ่ย “องค์ชายห้า ลงมือตอนนี้ไม่ใช่ช่วงเวลาที่ดีที่สุดนะขอรับ หากลงมือในตอนนี้ความพยายามในตอนต้นก็จะพังหมด ข้าคิดว่าพวกเรารออีกสักเดี๋ยวเถิดขอรับ ยิ่งพวกเราไม่ขยับ พวกเขาก็จะยิ่งร้อนใจ ตอนนี้ก็ดูว่าฝ่ายไหนจะสามารถเก็บอารมณ์ได้ดีกว่ากัน”

        อู่ลี่จี๋ครุ่นคิด ก่อนจะเอ่ย “อาจารย์ซู ข้าตัดสินใจที่จะลงมือโจมตีในวันพรุ่งนี้ ทหารม้าหนึ่งหมื่นนายของพวกเราไม่มีทางโจมตีเมืองเล็กๆ นี้ไม่ได้หรอกใช่หรือไม่? อาวุธอวี๋เหลียงเต้าที่แก้ไขให้มันดีขึ้นก็ดีมาก คืนนี้พวกเราก็เริ่มประกอบ พรุ่งนี้ก็เริ่มโจมตีเมืองเลย”

        ซูจื่อกว่างทำอะไรไม่ได้ จึงทำได้แค่รับปาก แล้วรีบไปดูอวี๋เหลียงเต้าที่ทำเป็นส่วนประกอบแยกออกมา

        อวี๋เหลียงเต้าเป็นวิธีการโจมตีเมืองชนิดหนึ่ง อวี๋เหลียงเต้าแบบแท้จริงคือต้องเริ่มสร้างที่กำแพงเมือง ทำเป็นทางลาดเอียง ส่วนที่สูงที่สุดเท่ากับกำแพงเมือง เช่นนี้ทหารเดินเท้ากับทหารม้าก็สามารถเดินบนทางลาดเอียงแล้วมุ่งหน้าไปบนกำแพงเมืองได้

        ซูจื่อกว่างเป็นคนที่ชอบการทหารมาก เขาให้ความสนใจกับวิธีการโจมตีเมืองในยุคโบราณมาก ครั้งที่แล้วหลังจากที่องค์ชายสามมาลอบโจมตี แต่เพราะกำแพงสูงใหญ่ โจมตีอยู่นานก็จัดการไม่ได้จึงกลับมา เขาก็เริ่มที่จะคิดหาวิธีโจมตีเมือง แล้วก็คิดวิธีอวี๋เหลียงเต้านี้ขึ้นมาได้

        เพราะว่าอยากจะรีบสู้รีบจบ ซูจื่อกว่างจึงใช้ไม้มาทำอวี๋เหลียงเต้า สามารถแยกส่วนออกมาได้ ด้านล่างนำไม้มาทำเป็นล้อ เมื่อมาถึงสนามรบ หลังจากประกอบเข้าด้วยกันแล้วดันไปยังด้านหน้ากำแพงเมืองก็ใช้ได้แล้ว

        นี่คืออาวุธลับในการโจมตีเมืองในครั้งนี้ ความคิดของซูจื่อกว่างคือ ขนมาถึงด้านหน้าเมือง หลังจากประกอบเสร็จแล้ว ก็จับประชาชนต้าเหลียงมาไว้ด้านหน้าสุด ผลักให้เดินไปด้านหน้าด้วยกัน เพราะว่าเป็นไม้จึงกลัวไฟเผา รอจนถึงหน้ากำแพง แล้วค่อยขี่ม้าศึกวิ่งเข้าไปด้านบนกำแพงก็ยังทันเวลา

        ที่จับมาล้วนเป็นประชาชนที่อยู่ระหว่างแคว้นเยี่ยนกับต้าเหลียงที่เดินทางจากเหอซีไปทางตะวันออก ทหารม้าขององค์ชายสามถูกจัดการที่ทางแคบนั้น ไม่ว่าจะเป็นซูจื่อกว่างหรือว่าอู่ลี่จี๋จึงไม่กล้าเดินทางจากทางนั้น ทหารม้าที่พามามีจำกัดไม่กล้าที่จะเสี่ยงเช่นนั้นจริงๆ เพียงส่งคนไปเฝ้าทางเข้าของหุบเขาเส้นนั้น ตอนนี้ประตูเมืองทั้งสามด้านของเหอซีต่างถูกขวางเอาไว้หมดแล้ว เพียงเตรียมตัวรอสัญญาณให้บุกจากทางเหอซีเท่านั้น

        พวกนี้ล้วนวิเคราะห์แบบธรรมดาแล้วตัดสินใจออกมา พูดกันตามเหตุผลแล้วล้วนถูกต้องทั้งหมด แต่ว่าที่พวกเขาเจอนั้นสวี่ตี้ไม่ใช่คนปกติ ไม่เพียงจะไม่ต้องออกมาจากประตูทิศตะวันออกเดินทางไปตะวันออกเพื่อส่งจดหมาย อีกทั้งคนที่ส่งจดหมายได้ขี่ม้าไปทางตะวันออกเป็นที่เรียบร้อยแล้วด้วย

        ตลอดค่ำคืนไร้คำพูด ดวงตาของคนเฝ้ายามบนกำแพงไม่กล้ากะพริบ จนกระทั่งรุ่งเช้า ถึงได้วางใจลงแล้วลงจากกำแพงไปกินก๋วยเตี๋ยว จากนั้นก็เตรียมตัวพักผ่อนสักหน่อย ผลสรุปก๋วยเตี๋ยวยังกินไม่เสร็จ ก็ได้ยินเสียงจากด้านบนกำแพงดังมาก

        สวี่เหราเฝ้าอยู่ด้านบนกำแพงอยู่ตลอดทั้งคืนไม่ค่อยได้นอนเท่าไหร่ ตอนนี้ก็มึนๆ เบลอๆ ได้ยินข้างกายมีคนร้องเสียงตกใจก็ตื่นขึ้นมาในทันที เขาลุกขึ้นยืนดู ไกลออกไปก็เห็นนั่งร้านไม้ทั้งกว้างทั้งใหญ่ทั้งสูงถูกคนหลายคนเข็นมาที่กำแพงเมือง

        สวี่เหรารีบใช้กล้องส่องทางไกลที่จางจ้าวจื่อซื้อมาให้สวี่ตี้เล่น เอามาทาบดวงตาส่องดู ก็เห็นด้านหน้านั่งร้านไม้พวกนั้นเป็นประชากรสวมเสื้อผ้าสกปรก ด้านหลังก็มีทหารเป่ยตี้ถือดาบโค้งงอสีขาวตามหลังประชาชน นั่งร้านไม้สูงใหญ่นั้น มองจากกล้องส่องทางไกลนั่งร้านไม้เป็นรูปร่างสามเหลี่ยมตรงยอดเหลี่ยมขนาดความสูงเท่ากับกำแพงเมือง

        สวี่เหราไม่ค่อยเข้าใจว่านี่คือกลยุทธ์อะไร แต่เขารู้ว่าสวี่ตี้อาจจะรู้ รีบเรียกพนักงานคนหนึ่งข้างตัวให้ไปเรียกสวี่ตี้มา

        เพราะว่าไม่เข้าใจกลยุทธ์สงครามของคนเป่ยตี้ ทางด้านเหอซีเองก็ไม่กล้าลงมือตามใจชอบ จึงมองนั่งร้านไม้ขนาดใหญ่หลายอันนั้นอย่างมึนงง

        รอจนกระทั่งทหารเป่ยตี้มาถึงในระยะที่ตนเองยิงธนูได้ ก็เริ่มยิงธนูมาบนกำแพง เพียงครู่เดียวก็มีฝนธนูมาบดบังท้องฟ้า ด้านบนกำแพงเองก็มีคนตาย ภายในเวลาชั่ววินาทีกำลังใจอันร้อนแรงที่อยู่บนกำแพงก็ถูกสายฝนของลูกธนูตกใส่จนไม่มีแรงที่จะต้านทาน

        สวี่ตี้รีบออกมาจากในเรือน เห็นนั่งร้านไม้สูงใหญ่หลายอัน ตอนแรกยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น รอจนกระทั่งตอนที่เข้าไปใกล้กำแพงมากขึ้นเรื่อยๆ ในใจของสวี่ตี้ก็ตระหนก พลันคิดถึงเรื่องราวสงครามของทหารนักรบโบราณ ก็ลากสวี่เหราไปนั่งอยู่นั่งอยู่บนกำแพง พลางกัดฟันเอ่ย “ท่านพ่อ พวกเราเจอกับศัตรูแล้ว เจ้านี่คือสิ่งที่เรียกว่าอวี๋เหลียงเต้า เอาไว้ใช้โจมตีเมืองโดยเฉพาะ เดิมทีใช้หินมาก่อรวมกัน ไม่รู้ว่าคนไหนทำแบบนี้ออกมา รอจนอวี๋เหลียงเต้าเข้ามาใกล้ประตูเมืองของพวกเรา ทหารม้าก็สามารถขึ้นมาจากเจ้านั้นแล้วขึ้นมาบนกำแพงของพวกเราได้”

        สวี่เหราได้ยินก็ตกใจมาก “มีคนเก่งจริงๆ ด้วย ตอนนี้พวกเราควรทำอย่างไรดี?”

        สวี่ตี้เอ่ย “เจ้านี่ทำจากไม้ กลัวไฟ เหตุใดพวกเขาจะต้องเดินหน้ามาพร้อมกับประชาชนของแคว้นเราด้วยล่ะ ก็เพราะกลัวว่าพวกเราจะใช้ไฟโจมตี ตอนนี้ถึงเวลาแล้ว พวกเราไม่มีวิธีอื่นแล้ว ทำได้แค่ใช้ไฟโจมตีแล้วล่ะขอรับ”

        สวี่เหราเอ่ยถาม “เช่นนั้นประชาชนพวกนี้จะทำอย่างไร?”

        สวี่ตี้เอ่ย “รอจนกระทั่งพวกเขาเข้ามาใกล้แล้ว ก็ให้พวกเขาวิ่งมาถึงด้านล่างกำแพง ตอนนั้นพวกเขาก็จะไม่สามารถยิงธนูมาทางนี้ได้อีกแล้ว พวกเราก็จะใช้เวลานี้ป้องกัน ราดน้ำมันดิบแล้วจุดไฟ!”

        สวี่เหราเอ่ยถาม “เช่นนั้นหากมีทหารเป่ยตี้ขึ้นมาได้ล่ะ?”

        สวี่ตี้เอ่ย “มาถึงถิ่นของพวกเราแล้วก็เป็นพวกเราที่ตัดสินไม่ใช่หรือ? ตอนนี้พวกเราอยากจะทำอะไรก็ไม่มีทางเลือกแล้วไม่ใช่หรือขอรับ? ให้คนไปเก็บธนูที่พวกนั้นยิงเข้ามา รอถึงเวลาที่เหมาะสมที่พวกเราจะใช้มัน”

        สวี่เหรารีบกำชับให้คนไปเอาถังไม้จากในห้องเก็บของเอาไปใส่น้ำมันดิบแล้วเอามาส่ง คนในกลุ่มพาคนที่ได้รับบาดเจ็บออกไป มีลูกน้องรับผิดชอบช่วยเหลือคนได้รับบาดเจ็บอยู่แล้ว จากนั้นก็ส่งคนไปเก็บลูกธนูที่ถูกยิงเข้ามาในตัวเมือง

        ก็ยังเป็นคนที่เสียงดังเมื่อวานที่หยิบโทรโข่งอันใหญ่มาแล้วตะโกนออกไป “ชาวบ้านทุกคน พวกเจ้าจะต้องวิ่งไปข้างหน้า วิ่งไปหลบที่ใต้กำแพง เร็วเข้า” ตะโกนหลายต่อหลายรอบ ประชาชนที่ถูกจับตัวไปหลังจากได้ยินก็วิ่งไปด้านหน้า เพียงแต่น่าเสียดายที่มีลูกธนูตกลงมาใส่บนตัวของคนผู้นั้นเสียก่อน

        คนเสียงดังคนนั้นตะโกนต่อ “อย่าวิ่งมาด้านหน้า วิ่งอ้อม อย่าวิ่งทางตรง”

        รอบนี้ก็มีคนฟังแล้ววิ่งอ้อม ต่อมาก็เป็นฝนธนูตกลงมาอีกครั้งจนเกิดเสียงร้องระงมดังออกมา

        นี่เป็นการเข่นฆ่าอย่างไร้ความปรานีของศัตรู เพื่อใจที่ทะเยอทะยานอันก้าวร้าวของพวกเขา พวกเขาใช้ชีวิตของผู้บริสุทธิ์มาเติมเต็มความปรารถนาของตนเอง คนบริสุทธิ์เหล่านี้ได้เสียสละชีวิตอันแสนมีค่าของตนเองไปให้กับความทะเยอทะยานของพวกเขาโดยเปล่าประโยชน์

        ผู้ใดบ้างที่ไม่มีพ่อแม่เลี้ยงมา ผู้ใดบ้างไม่มีพี่น้องและลูกชายลูกสาว เห็นเพื่อนพ้องของตนถูกฆ่าต่อหน้าต่อตา ผู้ใดจะไปทนได้?

        คนบนกำแพงเห็นแล้วดวงตาก็แดงไปหมด แต่กลับไม่รู้ว่าตนเองสามารถทำอะไรได้ ตอนนี้แม้แต่จะหันหัวธนูลงไป ขอแค่ยื่นหน้าออกไป ก็จะถูกธนูยิงสวนกลับมา

        สถานการณ์รุนแรงเช่นนี้ ทำให้สวี่ตี้เห็นแล้วยังกัดปากจนเลือดไหลออกมา แต่ว่าตอนนี้ตนไม่มีความสามารถที่จะไปขวางการฆ่าที่รุนแรงเช่นนี้ได้ สำหรับคนบุกรุกเข้ามาในแคว้นของตนเอง สวี่ตี้อยากจะไปฆ่าพวกมันเสียให้หมด

Author Jinovel