มิติใหม่ของพื้นที่อ่านนิยาย จัดเต็มแบบล้นคลัง ทั้งนิยายแปลจีน ญี่ปุ่นและไทย เฟ้นหาทุกหมวดคุณภาพให้ทุกคนได้อ่านกันฟินๆ พร้อมอ่านฟรีจำนวนมาก!! อย่ารอช้า! รีบสมัครสมาชิกมาเปิดประสบการณ์ความสนุก พร้อมระเบิดความมันส์ ผ่านการอ่านไปพร้อมกันได้ที่ อ่านนิยายด็อทเน็ต  

อ่านนิยาย เล่มที่ 5 บทที่ 150 คำสั่งสังหาร

        สัตว์อสูรที่ทรงพลังตัวหนึ่งนั้น สำหรับมนุษย์แล้วร่างกายของมันทุกส่วนล้วนเป็นสมบัติล้ำค่าได้ทั้งสิ้น

        สัตว์อสูรทั้งสองตัวตรงหน้าของหลงอวี้ตอนนี้เองก็เช่นกัน

        สัตว์อสูรที่มีระดับวิญญาณแท้ขั้นที่สี่แล้วไม่เพียงแต่มีตันเถียนที่เต็มเปี่ยมไปด้วยปราณอสูรปริมาณมหาศาลให้ดูดกลืนเพื่อยกระดับพลังเท่านั้น อีกทั้งในวิญญาณแท้ของพวกมันยังมีสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์พิเศษอยู่หนึ่งอย่างด้วย เรียกว่า “แก่นวิญญาณอสูร”

        อันที่จริงแล้ว วิญญาณแท้ที่สัตว์อสูรสร้างขึ้นมาได้ไม่ควรเรียกว่าวิญญาณแท้ แต่ควรเรียกว่าวิญญาณอสูรมากกว่า แน่นอนว่ามันเป็นตัวตนที่คล้ายคลึงกับวิญญาณแท้ของผู้ฝึกยุทธ์เผ่ามนุษย์

        เพียงแต่ระหว่างทั้งสองสิ่งนี้ยังมีคุณสมบัติที่แตกต่างกันอยู่บ้างไม่มากก็น้อย

        เมื่อผู้ฝึกยุทธ์มนุษย์ได้รับแก่นวิญญาณอสูรมาแล้ว จะสามารถดูดกลืนมันเข้าไปใช้หล่อหลอมวิญญาณแท้ของตัวเองได้!

        ไม่ว่ามนุษย์หรือสัตว์อสูรที่ฝึกฝนวรยุทธ์เมื่อตาย ไม่ว่าจะเป็นวิญญาณแท้หรือวิญญาณอสูรก็ล้วนจะสลายหายไปในฟ้าดินอย่างรวดเร็วโดยหลงเหลือไว้เพียงแก่นวิญญาณอสูร แน่นอนว่าคงอยู่ได้ไม่นานเช่นกัน

        อีกทั้งแก่นวิญญาณอสูรนั้นมันเป็นสิ่งของที่มีประโยชน์สุดแสนไม่ว่าจะกับผู้ฝึกยุทธ์ระดับวิญญาณแท้ขั้นไหนก็ตาม

        ด้วยเหตุนี้เองทำให้ไม่สามารถหาซื้อแก่นวิญญาณอสูรที่แหล่งค้าขายภายในเมืองได้อย่างแน่นอน เพราะทันทีที่สัตว์อสูรถูกยอดฝีมือฆ่าตาย แก่นวิญญาณอสูรก็จะถูกยอดฝีมือผู้นั้นดูดกลืนเข้าไปทันที

        และแก่นวิญญาณอสูรนั้นจะเกิดขึ้นเฉพาะในตัวของสัตว์อสูรที่มีระดับวิญญาณแท้ขั้นที่สี่ขึ้นไป สามารถเปลี่ยนวิญญาณอสูรให้กลายเป็นรูปธรรมได้แล้วเท่านั้น

        อีกทั้งเมื่อสัตว์อสูรตายไป แก่นวิญญาณอสูรจะคงอยู่ต่อไปได้อีกเพียงไม่เกินหนึ่งชั่วยามเท่านั้น

        ตอนนี้หลงอวี้จึงนับว่าโชคดีสุดๆ

        สามารถสังหารสัตว์อสูรระดับวิญญาณแท้ขั้นที่สี่สุดแกร่งด้วยตัวเองได้ถึงสองตัวคือ หลงซีศิลาและนาคาทมิฬ จึงมีโอกาสได้ดูดกลืนแก่นวิญญาณอสูรของทั้งสองเลยตัว!

        หลงอวี้รีบจัดการกับซากศพของนาคาทมิฬก่อนอย่างรวดเร็ว

        เพราะนาคาทมิฬมีขนาดตัวค่อนข้างเล็ก จึงไม่จำเป็นต้องทำอะไรมาก เพียงนำเอาเน่ยตานของมันออกมา  ดูดกลืนแก่นวิญญาณอสูรทั้งหมดเข้าไป จากนั้นค่อยเก็บซากศพของมันเข้าไปในช่องว่างปรภพ

        ต่อจากนั้น เขาก็ได้ใช้พลังในแก่นวิญญาณอสูรมาหล่อหลอมวิญญาณแท้สุริยะ!

        เพียงไม่นาน วิญญาณแท้สุริยะของเขาที่ได้รับความเสียหายเล็กน้อยก่อนหน้านี้ก็ได้ถูกฟื้นฟูจนกลับมาสมบูรณ์เหมือนเดิมอย่างรวดเร็ว ไม่เพียงแค่นั้น วิญญาณแท้ของเขาเองก็แข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมไม่น้อย

        ‘แก่นวิญญาณอสูรหนึ่งชิ้น มีผลเทียบเท่ากับโอสถระดับวิญญาณขั้นกลางสามถึงห้าเม็ดเลยหรือนี่!’

        หลงอวี้ตาเป็นประกายขึ้นมาทันที!

        การเข้ามาล่าสัตว์อสูรด้วยตัวเองมันดีกว่ามากจริงๆ ด้วย การใช้เงินผลึกอย่างเดียวในการซื้อหาเน่ยตานของสัตว์อสูรมาใช้ยกระดับวิถียุทธ์นั้นมันช้าเกินไป

        หากมาล่าสัตว์อสูรด้วยตัวเอง ความเร็วในการพัฒนาจะเพิ่มสูงขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัวเลยทีเดียว!

        แต่กระนั้นภายในหุบเขาก็เต็มไปด้วยอันตรายมากมาย หากไม่ใช่ผู้ฝึกยุทธที่แข็งแกร่งมากพอจริงๆ ไม่มีทางล่าสัตว์อสูรระดับวิญญาณแท้ขั้นที่สี่ได้ด้วยตัวคนเดียวแน่นอน

        หรือต่อให้เป็นผู้ฝึกยุทธระดับวิญญาณแท้ขั้นที่สี่ แม้จะสามารถสังหารสัตว์อสูรที่อยู่ในระดับเดียวกันได้อย่างง่ายดายก็ตาม แต่การจะยกระดับพลังขึ้นได้มันก็จำเป็นต้องใช้พลังฟ้าดินมากขึ้นกว่าเดิมไม่น้อยเช่นกัน

        แค่แก่นวิญญาณอสูรระดับวิญญาณแท้ขั้นที่สี่เกรงว่าคงจะไม่สามารถช่วยยกระดับพลังให้พวกเขาได้มากขึ้นสักเท่าไร

        แต่สำหรับหลงอวี้แล้ว ในช่วงสามขั้นแรกของขอบเขตวิถียุทธ์ระดับวิญญาณแท้ล้วนเน้นไปที่ปริมาณของพลังฟ้าดินอย่างเดียวเท่านั้น ขอเพียงมีพลังฟ้าดินมากพอก็จะสามารถยกระดับพลังขึ้นได้อย่างราบรื่น

        แต่การจะเปลี่ยนวิญญาณแท้ให้กลายเป็นรูปธรรมได้และก้าวขึ้นสู่ระดับวิญญาณแท้ขั้นที่สี่นั้นไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้น แต่เรื่องนั้นยังไม่ใช่สิ่งที่หลงอวี้ต้องคิดในตอนนี้

        หลังจากเขาจัดการกับซากศพของนาคาทมิฬเสร็จเรียบร้อยแล้วเขาก็ต้องมาปวดหัวกับซากศพของหลงซีศิลาต่อ

        สาเหตุที่ทำให้เขาต้องปวดหัวกับมันก็ไม่ใช่เรื่องอื่นใด เป็นเพราะร่างกายของมันมีขนาดใหญ่โตมากเกินไปนั่นเอง!

        หลงอวี้เองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าหลงซีศิลามันมีส่วนไหนบ้างที่มีค่า เขาจึงได้แต่ตัดส่วนเขาขนาดใหญ่ของมันที่เด่นสะดุดตามากที่สุดออกมาเท่านั้น จากนั้นก็ทำการดูดกลืนเน่ยตาและแก่นวิญญาณอสูรของมันลงไป

        ส่วนซากศพส่วนที่เหลือนั้นเขาก็ได้แต่ปล่อยทิ้งไป

        ‘ผิวหนังของหลงซีศิลาตัวนี้มันน่าจะใช้ทำเครื่องป้องกันได้ อย่างน้อยก็น่ามีคุณภาพระดับวิญญาณขั้นกลาง แต่น่าเสียดายที่ข้าไม่รู้วิธีเลาะหนังมันออกมา…’

        หนังของมันแข็งมากเกินไป หากหลงอวี้คิดจะเลาะมันออก คงจำเป็นต้องเสียเวลาค่อนข้างนานพอสมควรเลยทีเดียว

        แต่ตอนนี้ตัวเขายังคงอยู่ภายในหุบเขาปีศาจวิญญาณสวรรค์ ทุกวินาทีล้วนเต็มเปี่ยมไปด้วยภัยอันตราย!

        ถึงอย่างไรตอนนี้เขาก็ได้ของดีมามากพอแล้ว รีบออกไปตั้งแต่ตอนนี้เลยน่าจะดีกว่า เพราะหากมีสัตว์อสูรไล่ตามมาเพิ่ม ตัวเขาอาจจะตกอยู่ในอันตรายได้

        ……

        เวลาล่วงเลยผ่านไปอย่างรวดเร็ว

        หลังจากที่หลงอวี้เข้าไปในหุบเขาปีศาจวิญญาณสวรรค์เพียงคนเดียว ตอนนี้เวลาก็ได้ผ่านมาเจ็ดวันแล้ว

        แต่นอกจากหลงซีศิลาหนึ่งตัวกับนาคาทมิฬแห่งหุบเขาปีศาจหนึ่งตัวที่เขาฆ่าได้ตั้งแต่วันแรก หลังจากนั้นมาหลงอวี้ก็ไม่ได้อะไรเพิ่มอีกเลย

        เพราะถึงแม้จะเป็นสัตว์อสูรระดับวิญญาณแท้ขั้นที่สี่ แต่ทันทีที่พวกมันพบเห็นเขาก็จะรีบหลบหนีออกไปทันที!

        ‘หรือว่าระหว่างสัตว์อสูรด้วยกันเองก็มีการสื่อสารกันด้วย เรื่องที่ข้าฆ่าหลงซีศิลากับนาคาทมิฬไปจะถูกพวกมันรู้หมดแล้ว?’

        หลงอวี้รู้สึกปวดหัวเล็กน้อย สัตว์อสูรในหุบเขาแห่งนี้มันจะขี้ระแวงมากเกินไปแล้ว หากพวกมันไม่มีความมั่นใจมากพอ พวกมันจะไม่มีทางเปิดฉากโจมตีใส่มนุษย์ก่อนเลย!

        ด้วยเหตุนี้เอง ในช่วงหลายวันที่ผ่านมาหลงอวี้จึงไม่ได้อะไรเพิ่มเติมเลยแม้แต่อย่างเดียว

        ดูท่าการหวังพึ่งการล่าสัตว์อสูรในหุบเขาปีศาจเพื่อยกระดับพลังให้เร็วขึ้นมันน่าจะเป็นไปไม่ได้แล้ว

        ตอนนี้หลงอวี้รู้แล้วว่า จะมองสัตว์อสูรในหุบเขาปีศาจวิญญาณสวรรค์เป็นเพียงแค่สัตว์ป่าทั่วไปไม่ได้เด็ดขาด สัตว์อสูรเหล่านี้มันล้วนมีสติปัญญาสูงสุดขีดเลยทีเดียว!

        ในตอนที่มนุษย์ล่าสัตว์อสูรอยู่นั้น สัตว์อสูรเองก็กำลังล่ามนุษย์อยู่ด้วยเช่นกัน ไม่มีฝั่งไหนได้เปรียบไปกว่ากันเลย

        ทันทีที่มีมนุษย์ที่เป็นยอดฝีมือปรากฏตัวก็จะมีสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมในหุบเขาปีศาจวิญญาณสวรรค์ด้วยเช่นกัน

        ที่แห่งนี้มันเป็นดั่งอาณาจักรของเหล่าสัตว์อสูร!

        หุบเขาปีศาจวิญญาณสวรรค์เองก็มีกำลังรบแข็งแกร่งสุดขีดทัดเทียมกันกับอาณาจักรต้าถังและกู่เหมิง อีกทั้งกำลังรบเฉพาะตัวของสัตว์อสูรในหุบเขาปีศาจเองก็เหนือกว่าผู้ฝึกยุทธ์ของอาณาจักรต้าถังหลายเท่าด้วย

        เพียงแค่ว่าสัตว์อสูรในหุบเขาปีศาจวิญญาณสวรรค์มันมีจำนวนน้อยกว่ามนุษย์ในอาณาจักรต่างๆ หลายเท่าก็เท่านั้น

        หากมีความคิดว่าจะล่าสัตว์อสูรในหุบเขาเพื่อเพิ่มระดับพลังขึ้น ทางที่ดีรีบล้มเลิกความคิดนี้ไปดีกว่า ไม่อย่างนั้นอาจถูกฆ่าตายโดยไม่รู้ตัวก็เป็นได้

        ด้วยเหตุนี้จึงมีแค่เหล่าผู้ฝึกยุทธ์พเนจรที่ไม่มีที่พึ่งเท่านั้นถึงจะมาล่าสัตว์อสูรกันในหุบเขาปีศาจวิญญาณสวรรค์ เพราะการทำแบบนี้มันเสี่ยงมากจนแทบไม่ต่างอะไรกับการเอาชีวิตมาทิ้งเลย!

        ผู้ฝึกยุทธ์ของเหล่าตระกูลใหญ่กับสำนักลัทธิใหญ่ต่างๆ จะมีใครอยากเอาชีวิตมาเสี่ยงในที่แบบนี้กัน?

        เอาเป็นว่าพวกเขามีทรัพยากรมากเพียงพอ ขอเพียงทะลวงคอขวดไปได้ระดับวิถียุทธ์ก็จะเพิ่มขึ้นสูง ไม่จำเป็นต้องเอาชีวิตของตัวเองมาเสี่ยงเลย!

        วันนี้หลงอวี้เตรียมจะเดินทางออกจากหุบเขาปีศาจวิญญาณสวรรค์แล้ว

        เพราะถึงแม้จะอยู่ที่นี่ต่อก็ไม่ค่อยได้อะไรเพิ่มอีก กลับจะยิ่งเสียงอันตรายมากขึ้นกว่าเดิม ในช่วงเจ็ดวันที่ผ่านมานั้นมันสร้างแรงกดดันให้กับจิตใจของหลงอวี้อย่างหนักหนาสาหัสมากจริงๆ!

        เขาจำเป็นต้องพักผ่อนก่อนสักพักแล้ว

        เขาเร่งเร้าปีกจันทราขึ้นมา พุ่งทะยานออกไปกลายเป็นประกายแสงสีเทาดำ ข้ามผ่านหุบเขาปีศาจอันแสนกว้างใหญ่ไป มุ่งหน้าสู่ปากทางเข้าที่อยู่ตรงฝั่งตะวันตกของหุบเขาด้วยความเร็วสูง

        เมื่อเขาวิ่งตะบึงมาได้ครึ่งทางก็พบคนกลุ่มหนึ่งด้านหน้ากะทันหัน เป็นพวกนั้นอีกแล้ว!

        ฉือเสียวเสว่ในชุดขนสัตว์สีน้ำตาล เติ้งซุ่นที่เปลือยท่อนบนจนเผยให้เห็นขนหน้าอกอันรกรุงรัง เฟิงเหยาในชุดสีเขียวอ่อน

        สิ่งเดียวที่เปลี่ยนไปในกลุ่มนี้ก็คือจำนวนคนในกลุ่มนั้นเหมือนจะลดลงไปหนึ่งคน จากเดิมที่มีอยู่เจ็ดตอนนี้เหลืออยู่เพียงแค่หกคนเท่านั้นแล้ว

        ‘ดูท่าจะมีคนตายระหว่างถล่มรังของสัตว์อสูรฉางหมานไปหนึ่งคน…’

        หลงอวี้ที่มองดูจากไกลๆ หรี่ตาลง

        ส่วนพวกฉือเสียวเสว่นั้นก็เหมือนจะได้ของดีมาไม่น้อยเลยเหมือนกัน ระหว่างที่กำลังเดินทางมีการพูดคุยหัวเราะกันไปพลางด้วย อีกทั้งในมือของฉือเสียวเสว่กับเติ้งซุ่นนั้นต่างก็แบกซากศพของสัตว์อสูรฉางหมานไว้คนละตัวด้วย

        สัตว์อสูรฉางหมานสองตัวนี้ล้วนเคยเป็นตัวตนอันแข็งแกร่งระดับวิญญาณแท้ขั้นที่สี่ด้วย!

        แต่น่าเสียดายที่ตอนนี้กลับกลายเป็นเพียงของรางวัลของพวกฉือเสียวเสว่ไปแล้ว

        การออกล่าของฉือเสียวเสว่นั้นแตกต่างจากหลงอวี้ตรงที่เขามีการวางแผนเตรียมการล่วงหน้าอย่างละเอียดก่อนแล้ว คงจะรู้ข้อมูลของฉางหมานเป็นอย่างดี

        อีกทั้งเป้าหมายของฉือเสียวเสว่ยังเป็นการถล่มรังของฉางหมานด้วย ต่อให้พวกมันจะรู้สึกตัวว่ามีคนจะมาถล่มรังของตน พวกมันก็ไม่มีทางหนีอยู่แล้ว ย่อมต้องต่อสู้แลกชีวิตเพื่อปกป้องรังอย่างแน่นอน

        ฉือเสียวเสว่ได้ใช้จุดนี้ในการนำกลุ่มนักล่าบุกเข้าไปถล่มรังของฉางหมานอย่างราบคาบ

        หลงอวี้มองดูจากไกลๆ 

        สัตว์อสูรฉางหมานนั้นเป็นเหมือนกับวานรขนขาวตัวหนึ่ง เพียงแต่แขนทั้งสองข้างของมันนั้นขาวสุดขีด อีกทั้งที่มุมปากทั้งสองข้างยังมีเขี้ยวอันแหลมคมงอกออกมาอย่างเด่นชัดสะดุดตา แค่ดูก็รู้ว่าโหดเหี้ยมอำมหิตสุดขีด

        หลงอวี้ไม่คิดจะเจอหน้ากับพวกฉือเสียวเสว่ ดังนั้นเขาจึงคิดจะอ้อมอีกฝ่ายไป

        ถึงอย่างไรพวกฉือเสียวเสว่ก็แบกซากศพของสัตว์อสูรมาด้วย ความเร็วในการเดินทางจึงไม่ได้สูงอะไรมากนัก

        แต่ในตอนที่หลงอวี้กำลังคิดจะเดินอ้อมออกไปนั้นเอง แม้จะอยู่ห่างกันถึงนับร้อยจ้าง แต่สุดท้ายเขาก็ยังถูกอีกฝ่ายจับสัมผัสได้อยู่ดี!

        พวกฉือเสียวเสว่นั้นถึงแม้จะมีระดับวิญญาณแท้ขั้นที่สามเหมือนกัน แต่มีประสาทสัมผัสเฉียบคมมากว่าห้าคนก่อนหน้านี้หลายเท่า!

        พอเห็นหลงอวี้แล้ว ฉือเสียวเสว่ก็เหมือนจะเกิดการทะเลาะถกเถียงกับพวกคนที่เหลือขึ้นมา

        ต่อจากนั้นหลงอวี้ก็มองเห็นอีกฝ่ายพากันมุ่งหน้ามาทางเขาแทบจะพร้อมกันทันที

        “หืม?”

        หลงอวี้หรี่ตาลง ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายคิดจะทำอะไร

        แต่เขาก็ไม่ได้ถอยหนี

        ที่เขาไม่คิดจะเผชิญหน้ากับอีกฝ่ายเป็นเพราะเขาแค่ต้องการจะประหยัดเวลาเท่านั้น แต่หากอีกฝ่ายเข้ามาหาเรื่องก่อนล่ะก็ หลงอวี้ก็ไม่ได้เกรงกลัวพวกมันเหมือนกัน!

        แม้ว่าฉือเสียวเสว่กับเติ้งซุ่นจะแบกร่างของฉางหมานที่เป็นสัตว์อสูรระดับวิญญาณแท้ขั้นสี่ไว้คนละตัว ดูเป็นภัยคุกคามสุดขีด แต่สำหรับหลงอวี้แล้วมันก็ไม่ได้มีอะไรน่ากลัวเลย

        หลงวี้มั่นใจว่าการที่อีกฝ่ายสามารถถล่มรังฉางหมานได้มันเป็นเพราะอีกฝ่ายใช้กลยุทธ์แบ่งกำลังรบของศัตรูอย่างแน่นอน

        หรือก็คือพวกคนกลุ่มนี้ไม่ได้มีพลังต่อสู้สูงส่งอะไรขนาดนั้น อย่างน้อยก็ไม่มีทางต่อกรกับตัวตนระดับวิญญาณแท้ขั้นที่สี่อันทรงพลังได้สองตัวพร้อมกันเหมือนกับเขาแน่นอน

        หรือต่อให้หลงอวี้ไม่สามารถต่อกรได้ แต่หากเขาคิดจะหนีล่ะก็ พวกคนเหล่านี้มันไม่มีทางไล่ตามเขาทันแน่นอน

        สิ่งที่หลงอวี้สนใจมากที่สุดก็คือท่าทีของเฟิงเหยาที่มีต่อตัวเขาในตอนนี้ต่างหาก!

        ทั้งสองฝ่ายอยู่ห่างกันเพียงร้อยจ้างเท่านั้น เพียงไม่กี่อึดใจมันก็เข้ามาใกล้หลงอวี้แล้ว

        “สหายน้อยหลง รีบหนีไป!”

        เมื่อเข้ามาใกล้แล้ว ฉือเสียวเสว่ก็รีบส่งเสียงตะโกนเตือนออกมาอย่างรีบร้อนก่อนทันที!

        แต่ตอนนี้มันกลับช้าไปเสียแล้ว

        “ท่านทะเลดาวเย่หลุนมีคำสั่งว่า หากพบเจอตัวหลงอวี้ให้ฆ่าทิ้งอย่างไร้ปรานี!”

        เติ้งซุ่นได้ทิ้งซากศพของฉางหมานไว้ที่ข้างทางทันที ดวงตาฉายแววอำมหิตพร้อมกับแผดเสียงตะโกนใส่หลงวี้อย่างดุร้าย!

        ต่อจากนั้นพวกคนในกลุ่มทั้งหมดนอกจากฉือเสียวเสว่กับเฟิงเหยาก็ได้พากันกระจายตัวออกไปล้อมหลงอวี้เอาไว้จากสี่ทิศทาง  ต่างก็มีแววตาโหดเหี้ยมอำมหิต!

        คำสั่งฆ่าอย่างไร้ปรานี!

        หลงอวี้หรี่ตาทั้งสองข้างลง เขาไม่คิดเลยจริงๆ ว่าที่คนพวกนี้มันบุกโถมเข้ามาขนาดนี้เพราะต้องการจะฆ่าเขา!

        เฟิงเหยาที่ยืนห่างไปไม่ไกลนั้นมีแววตาเฉยชาราวกับไม่รู้จักหลงอวี้ก็ไม่ปาน

        แต่หลงอวี้กลับอดคิดไม่ได้ว่า หรือจะเป็นนังเฟิงเหยาที่ไปผูกมิตรกับทะเลดาวเย่หลุนนั่นแล้วบอกให้ทะเลดาวเย่หลุนออกคำสั่งฆ่าไร้ปรานี?

        พอลองคิดดูดีๆ แล้วหลงอวี้ก็รู้สึกว่ามีโอกาสสูงมากที่จะเป็นแบบนี้!

        หลังจากนั้นดวงตาของเขาก็เป็นประกายเย็นชาอำมหิตขึ้นมาทันที!

         

Author Glory Forever