มิติใหม่ของพื้นที่อ่านนิยาย จัดเต็มแบบล้นคลัง ทั้งนิยายแปลจีน ญี่ปุ่นและไทย เฟ้นหาทุกหมวดคุณภาพให้ทุกคนได้อ่านกันฟินๆ พร้อมอ่านฟรีจำนวนมาก!! อย่ารอช้า! รีบสมัครสมาชิกมาเปิดประสบการณ์ความสนุก พร้อมระเบิดความมันส์ ผ่านการอ่านไปพร้อมกันได้ที่ อ่านนิยายด็อทเน็ต  

อ่านนิยาย เล่มที่ 5 ตอนที่ 150 ไม่ใช่เพื่อนกันอีก

        หลิวอวิ๋นชูขยับริมฝีปากขึ้นเบาๆ เขามองเฟิ่งสือจิ่นด้วยแววตาเจ็บปวด คิดไม่ถึงว่าเฟิ่งสือจิ่นจะใจร้ายเช่นนี้ ใจร้ายจนอยากจะตัดขาดความเป็นเพื่อนระหว่างพวกเขาลง แต่เขาเองก็ใจร้ายกับเฟิ่งสือจิ่นไม่ใช่หรือ เขาตบหน้านาง แถมยังพูดจาทำร้ายจิตใจนางอีก ในขณะที่เขารู้สึกผิดหวังในตัวเฟิ่งสือจิ่น เฟิ่งสือจิ่นก็คงผิดหวังในตัวเขาเช่นกัน พวกเขาที่เป็นเช่นนี้ ยังกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้อีกหรือ?

        เป็นไปไม่ได้อีกแล้ว…

        รอยยิ้มที่มุมปากของเฟิ่งสือจิ่นเลือนรางลงเรื่อยๆ ก่อนจะเลือนหายไปตามสายลม นางไม่ได้ยิ้มให้หลิวอวิ๋นชูเหมือนเดิมแล้ว รอยยิ้มสุดท้ายของนางเป็นเหมือนภาพลวงตา ที่หลิวอวิ๋นชูสามารถเก็บเอาไว้ในหัวใจเท่านั้น

        เฟิ่งสือจิ่นยกมืออีกข้างขึ้นมา จากนั้นก็แบมือออก หยกแขวนสีฟ้าครามของหลิวอวิ๋นชูแขวนอยู่ที่ปลายนิ้วของนาง หยกชิ้นนั้นสั่นไหวขึ้นเบาๆ เฟิ่งสือจิ่นพูดขึ้นอย่างไร้ซึ่งความหวั่นเกรง “ตอนนี้ เจ้าเก็บของชิ้นนี้กลับไปได้แล้ว ข้าไม่คู่ควรที่จะเก็บมันเอาไว้ เอาไปมอบให้คนที่ควรค่าให้เจ้าถนอมดูแลเถอะ”

        หลิวอวิ๋นชูมองหยกที่ห้อยเคว้งอยู่ที่ปลายนิ้วของเฟิ่งสือจิ่น แต่ไม่ยอมยื่นมือออกไปรับเสียที

        ท้ายที่สุดเฟิ่งสือจิ่นก็วางหยกลงที่กลางฝ่ามือของเขา แล้วเดินกลับเข้าไปในห้องเรียน กลับไปนั่งที่โต๊ะแถวหลังสุด ซึ่งเป็นที่นั่งของนางอีกครั้ง แผ่นหลังของนางยังคงตรงตระหง่านและผ่าเผยดังเดิมไม่มีเปลี่ยน

        หลิวอวิ๋นชูมองเฟิ่งสือจิ่นเป็นเวลานาน ในที่สุดจึงพูดขึ้นด้วยเสียงที่ไม่ดังหรือเบาจนเกินไป “เอาเถอะ ถือว่าข้าคบเพื่อนผิดไป” เขาเก็บหยกแขวนเอาไว้ แล้วก้าวยาวๆ ออกไปจากวิทยาลัยหลวง

        เฟิ่งสือจิ่นกลับไปนั่งประจำที่ ซูเหลียนหรูไม่อยู่ คนอื่นๆ ย่อมไม่กล้าเข้าไปท้าทายหรือเยาะหยันอะไรอยู่แล้ว นางนั่งอ่านหนังสืออย่างสงบ สายตามองเพ่งไปที่หน้ากระดาษ ทว่าแววตากลับล่องลอยออกไปไกล คราวนี้ คนทั้งวิทยาลัยต่างก็รู้กันทั่วว่าเฟิ่งสือจิ่นกับหลิวอวิ๋นชูแตกหักกันแล้ว แม้จะไม่ชอบเฟิ่งสือจิ่นแค่ไหน พวกเขาก็ทำได้แค่มีความสุขในใจเท่านั้น ไม่มีใครกล้าเข้าไปท้าทายนางในตอนนี้หรอกนะ

        เสียงอ่านหนังสือภายในห้องดังจนผิดปกติ ซึ่งส่อพิรุธให้เห็นอย่างชัดเจน

        หลังเกิดเรื่อง เฟิ่งสือจิ่นจึงคิดทบทวนอีกครั้ง พบว่าบางสิ่งผิดปกติ นางไม่ได้ให้ยานั้นแก่เจี่ยนซืออินเสียหน่อย แล้วเจี่ยนซืออินไปเอายามาจากที่ไหน? จากที่หลิวอวิ๋นชูเล่ามา ฤทธิ์ของยาชนิดนั้นเหมือนกับยาที่นางส่งไปให้พระสนมอวี๋ไม่มีผิด ด้วยนิสัยของพระสนมอวี๋กับอี๋ซวง เป็นไปไม่ได้ที่ทั้งสองจะมอบยานี้แก่บุคคลที่สาม เพราะพระสนมอวี๋ต้องกินยานี้ทุกครั้งที่จำเป็นต้องถวายตัวอย่างเลี่ยงไม่ได้ นอกเสียจากว่าสองคนนั้นอยากให้เรื่องนี้แดงขึ้นมา

        เช่นนี้ก็แปลว่า มีใครบางคนแอบขโมยยานั้นไปจากตำหนักของพระสนมอวี๋นั่นเอง ขณะที่รู้สึกเศร้าใจ เฟิ่งสือจิ่นก็อดกังวลไม่ได้ หวังว่าพระสนมอวี๋จะไม่ถูกจับตามองโดยบุคคลที่สาม

        พูดถึงซูเหลียนหรู นางไม่มาเรียนตั้งหลายวันแล้ว แต่ไปที่โรงดนตรีหลานเยว่ ตัวติดกับหลานเยว่ทั้งวัน แถมยังดื่มสุราจนเมามายไม่ได้สติ น่าแปลกที่ไม่มีใครไปหา หรือรบกวนนางเลยสักคน

        ซูจื่อฉินไม่สนใจนางยังพอจะเข้าใจได้ แต่แม้แต่พระสนมเต๋อก็ไม่สนใจนางเช่นกัน คาดว่าซูจื่อฉินคงจะบอกให้พระสนมเต๋อทำเช่นนี้ ทำราวกับว่าไม่รู้เรื่องของซูเหลียนหรูสินะ

        ซูเหลียนหรูดื่มสุราจนเมามาย และมักจะอาละวาดอยู่เป็นประจำ นางนอนอยู่ในอ้อมแขนของหลานเยว่และก่นด่าออกมาไม่หยุด “พวกเขาใช้ข้าเป็นเครื่องมือ ไม่มีใครจริงใจต่อข้า! ถ้าข้าไม่เป็นไปตามที่พวกเขาต้องการ พวกเขาก็จะตำหนิและโมโหใส่ข้าทันที… พวกเขาไม่สนใจข้าเลยสักนิด ข้าจะเป็นจะตายอย่างไรพวกเขาก็ไม่สนใจอีกแล้ว…” พูดจบก็เริ่มร้องไห้ออกมา นางมองหลานเยว่ด้วยดวงตาที่พร่ามัวเพราะสุรา มันยิ่งทำให้นางรู้สึกว่าชายตรงหน้าช่างงดงามและโดดเด่นอะไรเช่นนี้ “หลานเยว่ ถ้าวันหนึ่ง ข้าไม่มีอะไรเหลือ… ข้าก็คงจะเหลือแค่เจ้าแล้ว…”

        ในขณะเดียวกัน ซูจื่อฉินกำลังสะสางงานอยู่ที่ศาลต้าหลี่ ท้องฟ้าเริ่มมืดลงเรื่อยๆ แล้ว ในตอนนั้นเอง จู่ๆ คนรับใช้คนหนึ่งก็โผล่ออกมาจากที่ใดก็ไม่ทราบ เขามายืนอยู่ข้างกายซูจื่อฉินอย่างเงียบงันราวกับดวงวิญญาณ “องค์ชายสอง หลายวันนี้ องค์หญิงเจ็ดไปที่โรงดนตรีหลานเยว่ทุกวัน ให้กระหม่อมพาองค์หญิงกลับวังดีไหมพ่ะย่ะค่ะ พระสนมเต๋อถามถึงนางหลายครั้งแล้ว”

        ซูจื่อฉินตอบโดยไม่ละสายตาออกจากเอกสาร “งั้นก็ปล่อยให้นางอยู่ที่นั่นต่อไปเถอะ ในเมื่อไม่อยากไปแต่งงานที่แคว้นเป่ยหรง งั้นก็ปล่อยให้นางรักกับคุณชายหลานเยว่เสียเลย หากเรื่องนี้แดงขึ้นมา โรงดนตรีหลายเยว่จะได้กลายเป็นที่จับตามองของคนในแผ่นดิน ไม่เช่นนั้น ข้าคงหาโอกาสตรวจค้นโรงดนตรีนี้ไม่ได้ โรงดนตรีหลานเยว่เป็นถิ่นขององค์รัชทายาท จับตามองให้ดี เมื่อถึงเวลา เจ้าต้องตามดูโรงดนตรีหลานเยว่ทุกส่วน เราจะได้ทำลายอำนาจขององค์รัชทายาทในโรงดนตรีหลานเยว่ได้อย่างสิ้นซาก”

         “พ่ะย่ะค่ะ”

        ซูเหลียนหรูกลายเป็นเหยื่อที่ถูกปล่อยออกไปเพื่อล่อให้ปลามาติดกับโดยที่นางไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ

        นางเมาหลับอยู่บนเตียง หลานเยว่นั่งเฝ้าอยู่ข้างๆ อย่างสงบ เขามองใบหน้าขณะหลับใหลของซูเหลียนหรู พลางประกายความสับสนออกมาทางสีหน้า แต่ไม่นานความรู้สึกเหล่านั้นก็มลายหายไป เขาใช้นิ้วเรียวสวยที่มักจะดีดพิณอยู่เสมอเข้าไปเกลี่ยเส้นผมที่ปรกอยู่บนใบหน้าของซูเหลียนหรูอย่างแผ่วเบา พลางพูดขึ้นด้วยเสียงทุ้มต่ำ “ขอบคุณที่เจ้าปรากฏตัวขึ้นในเวลาที่เหมาะสมเช่นนี้ ดูท่าตอนนี้ หากคิดจะหนีออกไปอย่างราบรื่น คงต้องพึ่งเจ้าแล้ว”

        ในตอนนั้นเอง จู่ๆ ประตูห้องก็ถูกเคาะขึ้น ชายที่แต่งกายด้วยชุดของพนักงานภายในโรงดนตรียืนอยู่หน้าประตูพลางพูดขึ้น “คุณชาย นายท่านสั่งให้ไปพบขอรับ”

        คุณชายหลานเยว่มีสีหน้าย่ำแย่ลงเล็กน้อย แววตาของเขาแฝงไปด้วยความขยะแขยงรังเกียจ “ข้าจะตามไปเดี๋ยวนี้”

        คุณชายหลานเยว่ทิ้งซูเหลียนหรูเอาไว้ในห้องเพียงลำพัง ส่วนตนก็เดินไปที่อื่นต่อ ภายในห้องกว้างแห่งหนึ่งในโรงดนตรีหลานเยว่ ห้องนี้ค่อนข้างมืดทึบ กลิ่นหอมลอยคละคลุ้งไปทั่ว เจ้าของห้องนี้ไม่ชอบแสง จึงใช้ม่านหนาๆ บดบังแสงตะวันเอาไว้ แม้แต่ในยามดึก เขาก็ไม่ยอมจุดไฟแม้แต่ดวงเดียว

        ตอนที่หลานเยว่เดินเข้าไปในห้อง คนผู้นั้นยืนอยู่ริมหน้าต่าง แสงริบหรี่ส่องลงบนร่างกายของเขาอย่างเลือนราง

        หลานเยว่ทำความเคารพ “คารวะ นายท่าน”

        หลานเยว่ไม่ใช่คนในเมืองหลวง ครั้งหนึ่ง เขาออกมาจากเผ่า และมาที่เมืองหลวงแห่งแคว้นจิ้นโดยบังเอิญ คนแรกที่เขาเจอก็คือนายท่านที่ยืนอยู่เบื้องหน้านี้นั่นเอง นายท่านสร้างโรงดนตรีหลานเยว่ และประคองเขาขึ้นมาเป็นคุณชายอันดับหนึ่งของโรงดนตรี เขาต้อนรับลูกค้าที่มีฐานะสูงส่งมามากจนนับไม่ถ้วน ดูเหมือนทรงเกียรติ แต่แท้จริงแล้ว เขาก็เป็นเพียงหมากที่อาจถูกกำจัดทิ้งเมื่อใดก็ได้ ผู้เดินหมากเว้นช่องว่างให้เขาได้หายใจ แต่ไม่ว่าอย่างไร เขาก็ไม่มีทางหนีออกไปจากกรงขังนี้ได้อยู่ดี  

        ซูอินหลีหมุนตัวกลับมา ร่างกายของเขาอัดแน่นไปด้วยกลิ่นอายที่เย็นยะเยือกไม่ต่างไปอากาศในยามราตรี “องค์หญิงเจ็ดยังอยู่ใช่หรือไม่?”

        หลานเยว่ตอบ “องค์หญิงเจ็ดดื่มจนเมาไม่ได้สติ กำลังนอนพักอยู่ในห้องขอรับ”

        ซูอินหลีเดินเข้ามาหาหลานเยว่ทีละก้าวๆ ก่อนจะหยุดยืนอยู่เบื้องหน้า และยกคางของเขาขึ้นมา ซูอินหลีมองพิจารณาใบหน้าของหลานเยว่พลางพูดขึ้น “นางยังอ่อนต่อโลกนัก ก็ไม่แปลกที่จะถูกเจ้าหลอกให้หลงหัวปักหัวปำ แต่เพลาๆ ลงหน่อยเถอะ ทำแต่พอดีก็พอ หาโอกาสที่เหมาะสม ไล่นางออกไปเสีย อย่าให้นางกลับมาที่นี่อีก”

        หลานเยว่ตอบ “นางคือองค์หญิงเจ็ดผู้มีนิสัยดื้อรั้นแถมยังมีความคิดประหลาด หากข้าไล่นางออกไป เกรงว่านางจะกลับมาอาละวาดเพื่อแก้แค้น…”

        ซูอินหลีพูดอย่างรำคาญ “อย่าเพิ่งพูดถึงนางเลย เป็นอย่างไรบ้าง ข้อเสนอที่ข้าเคยยื่นให้เจ้า ตอนนี้ตัดสินใจแล้วหรือยัง ถ้าเจ้ายอมลักพาตัวคนจากเผ่าเย่เสียนที่มีอายุไล่เลี่ยกับเจ้า และมีใบหน้างดงามไม่แพ้เจ้ามาขายให้ข้าละก็ ข้าจะพิจารณาเรื่องการปล่อยให้เจ้าเป็นอิสระอีกครั้ง”

Author Jinovel