มิติใหม่ของพื้นที่อ่านนิยาย จัดเต็มแบบล้นคลัง ทั้งนิยายแปลจีน ญี่ปุ่นและไทย เฟ้นหาทุกหมวดคุณภาพให้ทุกคนได้อ่านกันฟินๆ พร้อมอ่านฟรีจำนวนมาก!! อย่ารอช้า! รีบสมัครสมาชิกมาเปิดประสบการณ์ความสนุก พร้อมระเบิดความมันส์ ผ่านการอ่านไปพร้อมกันได้ที่ อ่านนิยายด็อทเน็ต  

อ่านนิยาย เล่มที่ 3 บทที่ 79 สตรีผู้ไร้ซึ่งเกียรติยศ

        “ช่างเป็นคนที่โง่เขลาเบาปัญญายิ่งนัก!” เย่เฟิงเย้ยหยัน พลันปล่อยฝ่ามือภูผาพิฆาตที่ผสานด้วยเอกลักษณ์ออกไปอย่างไม่ลังเล โดยไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายได้มีโอกาสโต้ตอบทัน

        ชายผู้นั้นนิ่งงันไปชั่วขณะ ไม่นึกว่าเย่เฟิงจะโจมตีเขาทั้งที่ปลดปล่อยพลังขั้นรวมชี่ รนหาที่ตายเสียแล้ว ชายผู้นั้นอัดพลังหยวนใส่ฝ่ามือพร้อมพลังขั้นรวมชี่คำรามอย่างบ้าคลั่ง ก่อนจะปลดปล่อยออกไป ทันทีที่ฝ่ามือทั้งสองปะทะกันเสียงก็ดังสนั่นทั่วฟ้า คลื่นทำลายล้างแพร่กระจายเป็นวงกว้าง ทว่าพลังกายของเย่เฟิงแข็งแกร่งไร้เทียมทาน หนึ่งการโจมตีของเขามีพลังมหาศาลนับหมื่นจิน และยิ่งเขาใช้ฝ่ามือภูผาพิฆาต พลังก็ยิ่งทวีคูณ

        ด้วยพลังฝ่ามือนั้น ชายหนุ่มต้องตัวสั่นสะท้าน รู้สึกเจ็บที่แขนเป็นอย่างมาก ราวกับกระดูกแตกหัก จากนั้นเขาถอยหลังไปสองก้าว สายตาจ้องมองเย่เฟิงด้วยความเหลือเชื่อ

        “ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นรวมชี่มีฝีมือเท่านี้เองหรือ อ่อนหัดยิ่งนัก!” เย่เฟิงแสยะยิ้ม ในงานประลองยุทธ์ก่อนหน้านี้ เขาฆ่าโจวมู่ไป๋ผู้อยู่ขั้นรวมชี่ได้อย่างง่ายดาย แต่บัดนี้พลังของเขาได้ยกระดับขึ้นอีกขั้น เขาจัดการชายหนุ่มผู้นี้ได้อย่างไม่มีปัญหาแน่นอน

        “เจ้าอยู่แค่ขั้นบ่มเพาะกายาที่ 8 แต่ไปฝึกวิชาบ้าบออะไรถึงมีพลังกายแข็งแกร่งมากเพียงนี้?” ชายผู้นั้นเอ่ยถามเย่เฟิง แต่ทันใดนั้นเห็นวิญญาณสงครามปรากฏตัวที่ด้านหลังของเขา นั่นก็คือสุนัขสวรรค์ที่แฝงด้วยความเกรงขามของอสูรเทพ ทั้งยังมีดวงตาที่สามตรงหว่างคิ้ว มันยิงแสงประหลาดออกมาราวกับว่ามองแค่แวบเดียวก็ทำให้คนตกอยู่ในภวังค์ได้แล้ว

        “เรื่องของข้า ไยต้องให้เจ้ามาถาม?” เย่เฟิงกล่าวเสียงเย็น ก่อนจะปล่อยหมัดออกไป รังสีหมัดทะลวงห้วงอากาศตรงเข้าโจมตีชายหนุ่มผู้นั้น

        “โฮก!” วิญญาณสงครามสุนัขสวรรค์ของชายหนุ่มแผดส่งเสียงคำราม ก่อนจะปะทะกับรังสีหมัดของเย่เฟิง ทว่าวิญญาณสงครามสุนัขสวรรค์ร้องโหยหวน ร่างขนาดยักษ์ของมันถูกรังสีหมัดทะลวง แสงที่ล้อมรอบกายมืดสลัวลง

        “นี่…” เมื่อทั้งสองคนเห็นฉากนี้ต่างก็ตกตะลึง วิญญาณสงครามสุนัขสวรรค์ขั้นเหลืองของผู้ฝึกยุทธ์ขั้นรวมชี่ถูกหมัดของเย่เฟิงทะลวงได้อย่างง่ายดาย ชายผู้นี้เป็นใครกันแน่ พลังต่อสู้นี้ช่างน่าสะพรึงกลัวมากไปแล้ว

        “ศิษย์พี่เขาไม่ใช่คู่ต่อสู้ของคนผู้นี้ เช่นนั้นเขาเป็นใครกันแน่?” หญิงสาวที่มองดูอยู่ข้าง ๆ ต้องตกใจ ขณะเดียวกันก็เริ่มเป็นห่วงศิษย์พี่ของนาง หากศิษย์พี่ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของคนผู้นี้ เช่นนั้นนางอาจจะถูกเย่เฟิงทรมาน เมื่อฉุกคิดเรื่องนี้ จู่ ๆ นางก็รู้สึกขนลุกเกรียว

        รังสีหมัดเข้าโจมตีชายหนุ่มผู้นั้น เขาต้องตาเบิกโพลงด้วยความตกใจ เขาอยู่ขั้นรวมชี่ แต่กลับไม่กล้าเผชิญหน้ากับหมัดนี้ของเย่เฟิงที่อยู่เพียงขั้นบ่มเพาะกายาที่ 8 เขาหลบไปอย่างรวดเร็วโดยไม่คิดจะปะทะกับหมัดของเย่เฟิง ตามมาด้วยเสียงระเบิดดังสนั่นอย่างต่อเนื่อง จนในที่สุดเขาก็โดนหมัดของเย่เฟิงเข้าโจมตีอย่างจัง ร่างกระเด็นปลิวและกระอักเลือดออกมา

        “สวบ!” เย่เฟิงก้าวออกมาพลันเยือนเบื้องหน้าของชายหนุ่มผู้นั้น พร้อมปลายหอกมังกรเงินประกายจี้ไปที่ลำคอของอีกฝ่าย

        “ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นรวมชี่เก่งมากนักหรือ?” เย่เฟิงกล่าว อีกฝ่ายเพิ่งบรรลุขั้นพลังได้ไม่นาน จึงยังไม่แข็งแกร่งเท่าไร แต่กลับกล้าโอหังต่อหน้าเขา

        “ใต้เท้าได้โปรดไว้ชีวิตข้าด้วย!” ชายหนุ่มผู้นั้นอ้อนวอนพลางหน้าตาตื่นตกใจตัวสั่นเทา

        “เมื่อครู่เจ้ายังอยากกำจัดข้าอยู่เลย แต่พอพ่ายแพ้ก็มาอ้อนวอนให้ข้าไว้ชีวิต ในใต้หล้านี้มีเรื่องดีเช่นนี้ด้วยหรือ?” เย่เฟิงกล่าวพลางยิ้มเย็นเยียบ ซึ่งในสายตาของชายหนุ่มผู้นั้น รอยยิ้มนี้ช่างเย็นยะเยือกเข้ากระดูกดำ

        “ข้าผิดไปแล้ว ใต้เท้าโปรดเมตตา ศิษย์น้องข้าอยู่ที่นี่ด้วย นางทั้งสวยและมากพรสวรรค์ หากใต้เท้าชอบก็เล่นสนุกได้ตามสบาย” ชายหนุ่มอ้อนวอนอีกครั้ง

        หญิงสาวที่อยู่ข้าง ๆ รู้สึกหน้าชา คำพูดของศิษย์พี่นางราวกับเสียงฟ้าผ่า ทำนางตัวสั่นเทาและใบหน้าต้องซีดลง ก่อนหน้านี้นางเกลียดเย่เฟิงเข้าไส้จึงตามศิษย์พี่นางมาที่นี่ เดิมทีคิดว่าศิษย์พี่ที่อยู่ขั้นรวมชี่จะฆ่าเย่เฟิงได้ นางจึงยอมเอาตัวเข้าแลก แต่กลับไม่คิดว่าศิษย์พี่ของนางจะอ่อนแอเพียงนี้ เมื่อเขาจนตรอกก็ได้ขายนางให้เย่เฟิง

        ก่อนหน้านี้เย่เฟิงไล่นางกับศิษย์พี่เซี่ยเชียนชิวออกไป นั่นหมายความว่าเขาไว้ชีวิตพวกนาง แต่เพราะความเกลียดชังเข้าครอบงำจิตใจ นางจึงขอความช่วยเหลือจากศิษย์พี่ของนาง ทว่านางกลับคิดผิด เวลานี้หัวใจของนางจึงเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง สุดท้ายนางก็เข้าใจ เหล่าผู้ชายที่สนใจคนอย่างนางกลับไม่มีใครออกมาช่วยเหลือในยามวิกฤต นั่นเป็นเพราะนางไม่เคยจริงใจกับพวกเขา เช่นนั้นคนอื่นจะสนใจนางไปทำไม นี่ทำให้นางหมดคำพูด

        “ฮ่า ๆ ๆ!” เย่เฟิงได้ยินเช่นนั้นก็แค่นเสียงหัวเราะ และพูดต่อ “เพื่อเอาชีวิตรอดก็เลยขายศิษย์น้องของตัวเอง เจ้ามันไม่ใช่ลูกผู้ชาย ข้าจะจัดการกับศิษย์น้องของเจ้าเอง ไสหัวไปซะ!”

        เมื่อสิ้นเสียง เย่เฟิงเตะร่างชายหนุ่มผู้นั้นราวกับเตะลูกบอลออกไปนอกถ้ำ ทำอีกฝ่ายร้องโอดครวญ เสียงเงียบไปสักพัก ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไปแล้ว

        เย่เฟิงหันไปมองหญิงสาวผู้นั้น ก่อนจะเดินไปที่ด้านหน้านาง ทำนางอดถอยหลังไปเองไม่ได้

        “เจ้าจะทำอะไร? อย่าทำอะไรข้านะ” หญิงสาวเอ่ยถามด้วยสีหน้าตึงเครียดปนความสิ้นหวัง นางรู้ขอบเขตของตนดี เกรงว่าเย่เฟิงจะฆ่านาง

        เย่เฟิงเข้าประชิดตัวหญิงสาวโดยไร้ซึ่งคำพูดใด ๆ บีบนางจนหลังติดผนังถ้ำ ย่างก้าวของทั้งสองถึงได้หยุดลง ดวงตาล้ำลึกคู่นั้นจ้องมองหญิงสาวไม่วางตา

        “ก่อนศิษย์พี่จะไป เขายกข้าให้กับเจ้า ไม่ว่าเจ้าจะจัดการกับข้าอย่างไร ข้าก็จะไม่ขัดขืน รวมทั้งร่างกายข้า ตราบใดที่เจ้าไม่ฆ่าข้าก็พอ” หญิงสาวดูสิ้นหวังมาก ยิ่งเย่เฟิงเงียบกริบ นางก็ยิ่งรู้สึกกลัว

        “สตรีผู้ไร้ซึ่งเกียรติยศ! ข้าไม่รู้จริง ๆ ว่าเจ้าไปเอาความมั่นใจมาจากไหน พูดไปแล้วก็กระดากปาก ในฐานะผู้หญิง ศักดิ์ศรีสำคัญยิ่งกว่าชีวิตของตนหรือ? แต่เจ้ากลับเห็นศักดิ์ศรีของตนเป็นของเล่น ผู้หญิงประเภทนี้… ช่างน่ารังเกียจ” เย่เฟิงกล่าวด้วยความรังเกียจ เมื่อกล่าวจบเขาก็เดินออกไปจากถ้ำ

        “หวังว่าต่อไปเจ้าจะไม่มายั่วยุข้าอีก หากไม่ฟัง ข้าจะฆ่าเจ้าโดยไร้ความปรานีใด ๆ!” เมื่อแผ่นหลังของเย่เฟิงจางหายไป พลันมีเสียงหนึ่งดังเข้ามาในหูของหญิงสาว นาทีนี้นางรับรู้ได้ถึงความอัปยศที่มาจากจิตวิญญาณ

        “สตรีผู้ไร้ซึ่งเกียรติยศ… น่ารังเกียจ…” ประโยคเหล่านี้ดังกังวานในหัวของหญิงสาวไม่หยุด นางระบายยิ้มอย่างเศร้าสร้อย แต่ในรอยยิ้มนั้นแฝงความเยาะเย้ยตัวเอง เย่เฟิงดูหมิ่นสตรีผู้เลื่องชื่ออย่างศิษย์พี่ของนางได้ แต่จะมาสนใจความงามของนางไปทำไม คำพูดที่นางพูดออกไปก่อนหน้านี้ช่างน่าขันสิ้นดี นับจากวันนี้ไป หญิงสาวผู้นี้จะไม่ทำตัวเย่อหยิ่งเหมือนกบในกะลาเฉกเช่นในอดีต นางได้เรียนรู้ว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้า ชีวิตของนางก็ควรเปลี่ยนทิศทาง

        เย่เฟิงออกจากถ้ำ บัดนี้จิตเทพของเขาฟื้นฟูสมบูรณ์ ไม่จำเป็นต้องอยู่ที่นั่นอีกต่อไป จากนั้นเขากลับที่พักตน ก่อนจะเข้าสู่สภาวะบ่มเพาะพลัง เขาจำต้องยกระดับการบ่มเพาะโดยด่วน เพื่อทะลวงสู่ขั้นบ่มเพาะกายาที่ 9

        สามวันต่อมา เย่เฟิงออกจากสภาวะบ่มเพาะพลังและออกจากห้อง ครั้งนี้เขามุ่งหน้าไปยังหอวิชาในสำนักยุทธ์ เพื่อดูว่ามีเคล็ดวิชาที่เหมาะสมกับตัวเองหรือไม่ ถึงอย่างไรในความคิดของเย่เฟิง เคล็ดวิชาของตนยังถือว่าธรรมดาเกินไป หากพบคนที่แข็งแกร่งกว่าตน แม้แต่วิธีเอาตัวรอดก็ยังไม่มีเลย

        หอวิชานั้นตั้งอยู่ที่เขตใจกลางในสำนักยุทธ์เทียนเสวียน หรือก็คือในจัตุรัสแท่นศิลาเทียนเสวียน ที่นี่ปกครองโดยสำนักยุทธ์ ไม่ใช่ของพรรคใดพรรคหนึ่ง

        ที่แห่งนี้คือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ทุกวันจะมีลูกศิษย์มารวมตัวกันที่นี่ บ้างบรรยายเกี่ยวกับวรยุทธ์ บ้างก็ฝึกฝนเอง วันนี้ก็เช่นกัน มีลูกศิษย์หลายคนมาเสวนากันที่นี่

        เย่เฟิงเดินมาถึงริมจัตุรัสแท่นศิลาเทียนเสวียน สายตามองไปยังแท่นศิลาที่ตั้งอยู่ใจกลางจัตุรัส เมื่อครึ่งเดือนก่อน เขาเพิ่งเข้าสำนักยุทธ์มาใหม่ ๆ ตอนนั้นศิษย์พี่ฉู่หานพาเขาไปรับสิ่งของจำเป็นสำหรับศิษย์ใหม่ ทำให้เกิดการทะเลาะกับเจิ้งเชา เขาทั้งสองต่อต้าน แต่ผู้อาวุโสเหลียงผู้ดูแลจัตุรัสกลับเข้าข้างเจิ้งเชาและสั่งให้เขาห้ามมาเหยียบที่แห่งนี้ตลอดชีวิต ตอนนั้นเย่เฟิงยังประกาศกร้าวว่า ‘สักวันหนึ่งเขาจะกลับมาที่นี่อีกครั้ง และเมื่อวันนั้นมาถึงผู้อาวุโสเหลียงจะต้องโค้งคำนับต้อนรับเขา’

        วันนี้เขาเย่เฟิงมาเยือนจัตุรัสแห่งนี้อีกครั้ง ไม่ใช่เพราะมาตามคำพูดนั้น แต่เขามาเพื่อเคล็ดวิชา จึงต้องผ่านจัตุรัสนี้ เย่เฟิงเดินเข้าไปในจัตุรัสโดยที่ไม่ได้ดึงดูดความสนใจมากนัก ทุกวันมีคนมาที่นี่ตั้งมากมาย มีหรือจะสนใจทุกคนได้ ยิ่งกว่านั้นเย่เฟิงอยู่แค่ขั้นบ่มเพาะกายาที่ 8 จึงไม่ค่อยเตะตาเท่าไรนัก

        “พี่เจิ้ง คนคนนั้นคือคนที่ฆ่าน้องชายข้า ท่านช่วยทำลายการบ่มเพาะของเขาให้ข้าที จากนั้นข้าจะจัดการเขาต่อเอง” มีหลายคนรวมตัวอยู่ที่ด้านล่างแท่นศิลาเทียนเสวียน แต่จู่ ๆ ชายผู้หนึ่งกล่าวกับคนตรงหน้า ก่อนที่สายตาเย็นเยียบจะหันไปมองเย่เฟิง คนผู้นี้คือหลี่หงพี่ชายของหลี่เฟยที่ถูกเย่เฟิงฆ่าตายในเทือกเขาปี้หลิง และคนที่ยืนอยู่กับหลี่หงก็คือเจิ้งเชาผู้ฝึกยุทธ์อันดับที่ 9 ในรายนามขั้นบ่มเพาะกายา

        หลี่หงนั้นมีมุกวิญญาณของหลี่เฟย ทำให้เขารู้ความเป็นความตายของหลี่เฟย ทั้งยังจับกลิ่นอายของคนร้ายได้อีกด้วย

        ในวันทดสอบศิษย์ใหม่ของสำนักยุทธ์เทียนเสวียน หลี่หงก็อยู่ด้วย เขาพบโดยบังเอิญว่าเย่เฟิงคือคนร้ายที่ฆ่าน้องชายของเขา จึงจับตาดูเย่เฟิงมาตลอดและต้องการหาโอกาสฆ่าเย่เฟิงเพื่อแก้แค้นแทนน้องชายของเขา ทว่าโอกาสนี้ก็ยังไม่มาเสียที กระทั่งเย่เฟิงแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ หลี่หงพบว่าตนไม่มีความมั่นใจพอที่จะฆ่าเย่เฟิง ดังนั้นเขาจึงไม่เข้าแดนทดสอบหุบเขาเทียนเสวียน แต่เลือกที่จะปิดด่านบ่มเพาะพลัง วันนี้เขาเพิ่งออกจากปิดด่านและเจอเย่เฟิงอยู่ที่จัตุรัสพอดี จึงเกิดความคิดที่ว่าจะให้เจิ้งเชาทำลายการบ่มเพาะของเย่เฟิงแทนเขา

        บัดนี้ชื่อของเย่เฟิงถูกแกะสลักอยู่บนแท่นศิลาเทียนเสวียนในอันดับที่ 4 หลี่หงจึงไม่กล้าพอที่จะเผชิญหน้ากับเย่เฟิงในเวลานี้ ถึงอย่างไรตอนที่เขาพบเย่เฟิงครั้งแรก เย่เฟิงก็อยู่แค่ขั้นบ่มเพาะกายาที่ 6 แม้จะแข็งแกร่ง แต่มีสิทธิ์อะไรไปเทียบเคียงกับอัจฉริยะแท้จริงเหล่านั้นบนแท่นศิลาเทียนเสวียน? เขาแค่ให้เจิ้งเชาทำลายการบ่มเพาะของเย่เฟิงก็เพียงพอแล้ว

        เจิ้งเชาหันไปมองตามทิศทางที่นิ้วของหลี่หงชี้ ก่อนจะเห็นเย่เฟิงเดินมาทางนี้พร้อมระบายยิ้มด้วยความสนใจ

Author Glory Forever