มิติใหม่ของพื้นที่อ่านนิยาย จัดเต็มแบบล้นคลัง ทั้งนิยายแปลจีน ญี่ปุ่นและไทย เฟ้นหาทุกหมวดคุณภาพให้ทุกคนได้อ่านกันฟินๆ พร้อมอ่านฟรีจำนวนมาก!! อย่ารอช้า! รีบสมัครสมาชิกมาเปิดประสบการณ์ความสนุก พร้อมระเบิดความมันส์ ผ่านการอ่านไปพร้อมกันได้ที่ อ่านนิยายด็อทเน็ต  

อ่านนิยาย เล่มที่ 4 ตอนที่ 106 หัวใจดั่งงูพิษ

        หลังจากนั้นเจ็ดวันภายใต้ผืนป่าภูเขาสุสาน

        เช้าตรู่ของฤดูใบไม้ร่วง ไอหมอกจางๆ ได้ปกคลุมไปทั่วบริเวณกลางป่านี้ พวกเราทั้งสามคนเดินคลำหาทางออกจากป่ากันอย่างทุลักทุเล และดูเหมือนว่าเบื้องหน้าอีกไม่ไกลนักมีหมู่บ้านเล็กๆ ถูกสร้างด้วยหินตั้งอยู่

        มันคือเมืองปล่องไฟ เหมือนกับสัญลักษณ์ในแผนที่ที่บอกไว้ไม่ผิดจริงๆ ด้วย”

        ซูเหยียนกระโดดดีใจพร้อมกับชี้ไปทางทิศตะวันออกแล้วพูดขึ้น “แค่เดินไปอีกประมาณร้อยลี้ก็จะเห็นเมืองหลินเสี่ยเฉิงแล้ว!”

        อืม ไปกันเถอะ”

        ข้าช่วยปัดเศษใบไม้ที่ติดอยู่บนไหล่ของนางออก ซูเหยียนไม่ได้ว่าอะไรแต่กลับหันมายิ้มให้ข้าแทน การฝึกของสิบวันที่ผ่านมา การพัฒนาของนางก้าวหน้าขึ้นไปอย่างรวดเร็ว รวมไปถึงนิสัยก็เปลี่ยนเป็นสุขุมรอบคอบขึ้นเยอะเลย แม้ว่าบางครั้งคำพูดคำจาจะเปี่ยมล้นไปด้วยความสดใสของสาวน้อยวัยหนุ่มสาวทั่วไปก็ตาม แต่ก็ดูออกได้ว่านางเปลี่ยนไปจากเดิมแล้ว ส่วนถังเชวียหรานก็เหมือนกัน เดิมทีนางเป็นคนที่พูดน้อยอยู่แล้ว อีกอย่างภายนอกก็ยังดูเย็นชาอีก ทว่าสิบวันที่ผ่านมานางกลับบรรลุติดต่อกันอย่างไม่ขาดสาย และตอนนี้นางก็บรรลุถึงขั้นเทวะวิญญาณแล้ว แต่หลังจากที่เข้าสู่ขั้นผู้พิทักษ์ระดับมนุษย์ อาจจะเป็นเพราะว่าจุดผู้พิทักษ์ระดับมนุษย์ถูกสกัดไว้จึงทำให้ต้องหยุดลง

        นี่คือเป้าหมายที่พวกเราทุกคนต้องการจะเดินไปให้ถึง เพราะถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปพวกเราคงใช้เวลาอีกแค่หนึ่งเดือนกว่า ก็จะเข้าร่วมการประลองของวิหารศักดิ์สิทธิ์ได้สำเร็จอย่างไม่มีข้อกังขาใดๆ แล้ว

        ทว่าอีกเจ็ดวันต่อมากลับมีเพียงข้าเท่านั้นที่มีความก้าวหน้าน้อยที่สุด เพราะหลังจากที่วิชากายาทองคำเลื่อนขั้นขึ้นไปเป็นขั้นที่สองแล้ว ลายสักเทพราชันมังกรก็มีความต้องการเส้นลมปราณของสัตว์วิญญาณเพิ่มมากขึ้นไปอีก แม้ว่าข้าจะสังหารสัตว์วิญญาณไปเกือบร้อยตัวแล้วก็ตาม ทว่าลายสักเทพราชันมังกรก็ยังพัฒนาไปได้ไม่ถึงสามเปอร์เซ็นต์ ส่วนพลังที่ได้รับจากการพัฒนาเส้นลมปราณของสัตว์วิญญาณนั้น ต่อมาก็ไม่เคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้ปรากฏขึ้นมาอีก ถ้าเทียบกับถังเชวียหรานที่บรรลุและก้าวหน้าขึ้นไปอย่างมาก จนสามารถปรับแก้จุดอ่อนของเพลงขาเมฆาหมอกได้แล้ว จึงทำให้กระบวนท่าของนางนั้นยอดเยี่ยมขึ้นไปมากกว่าเดิมอีก

        

        พวกเรามาถึงเมืองหลินเสี่ยเฉิงและเดินทางเข้าสู่สำนักหมื่นวิญญาณเป็นเวลาก่อนเที่ยงพอดี

        หลังจากทานข้าวเสร็จพวกเราทั้งสามคนก็ถูกเรียกไปที่ห้องเจ้าสำนักทันที

        ภายในห้องทำงานนั้นกว้างขวาง สะอาด สว่างและดูสดใสมาก ส่วนบริเวณริมขอบหน้าต่างก็มีต้นไม้สองสามต้นที่ถูกจัดไว้ประดับตกแต่งอยู่อย่างสวยงาม ปู้เสวียนยินสวมชุดกระโปรงสีกาแฟนั่งพิงอยู่ที่ขอบหน้าต่างพร้อมกับถือแก้วกาแฟอุ่นๆ ไว้ในมือ จากนั้นจึงกวาดสายตามองมาที่พวกเราทั้งสามคน พลางยิ้มขึ้น “ไม่เลวนี่ ทุกคนล้วนพัฒนากันขึ้นเยอะเลยนะ”

        ซูเหยียนจึงถามขึ้น “ท่านรองเจ้าสำนัก เรียกพวกเรามามีเรื่องอะไรอย่างนั้นเหรอ?”

        อืม อันนี้ต้องถามปู้อี้เชวียนแล้วล่ะ” พี่เสวียนยินมองมาที่ข้าพร้อมถามขึ้น “เสี่ยวเชวียน ช่วงนี้เจ้าได้ฝึกวิชาลมหายใจมังกรขั้นที่เก้าหรือยัง?”

        กำลังฝึกอยู่ ท่านพี่มีอะไรหรือเปล่า

        นางยิ้มบางๆ “วิชาลมหายใจมังกรขั้นที่เก้ามีชื่อเรียกว่าพลังมหามังกรยักษ์ ความหมายของมันก็คือความยิ่งใหญ่และการเข้าใจหลักการความคิดของพระราชาในสมัยโบราณอย่างถ่องแท้ เมื่อฝึกสำเร็จพลังก็จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เจ้ารู้สึกได้ถึงมันไหม?”

        ข้าพูดอย่างเคอะเขินออกไป “ตั้งแต่เริ่มแรกมาจนจบ ข้ายังไม่เคยผ่านเข้าไปถึงขนาดนั้นได้เลย”

        ซูเหยียนกับถังเชวียหรานอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา

        แม้แต่พี่เสวียนยินก็ยังหัวเราะข้า “ไม่เคยผ่านเข้าไปก็ถูกแล้ว เพราะพลังมหามังกรยักษ์มันอยู่ในเขตของพระราชา เจ้าจำเป็นต้องบรรลุขั้นผู้พิทักษ์ระดับพิภพก่อนถึงจะสามารถตระหนักรู้ได้อย่างถ่องแท้ อีกอย่างถ้าเป็นพลังของเจ้าในตอนนี้ละก็แน่นอนว่าคงยังห่างอีกไกลนัก ฉะนั้นข้าคิดว่าเจ้าควรหยุดฝึกวิชาลมหายใจมังกรชั่วคราวก่อนดีกว่า เอาล่ะ ทีนี้ก็ตามข้าไปที่สำนักยาตราสวรรค์หน่อยแล้วกัน ซูเหยียน ถังเชวียหราน พวกเจ้าทั้งสองก็ตามมาเป็นพยานให้ด้วย ข้าจะไปทำข้อตกลงกับหยู่เหวินชิงและหยู่เหวินฉีสักหน่อย!”

        ข้าพูดออกไปด้วยความงงงวย “ถ้าข้าเดาไม่ผิดหยู่เหวินชิงก็น่าจะเข้าร่วมการประลองที่วิหารศักดิ์สิทธิ์ด้วย ข้าจึงอยากจะเอาเรื่องบาดหมางระหว่างข้ากับเขาเก็บไว้ไปสะสางกันที่สนามประลองวิหารศักดิ์สิทธิ์!”

        “ตอนนี้ข้าไม่ได้กำลังช่วยเจ้าแก้ปัญหานี้อยู่ ข้าเพียงแต่กำลังทวงความยุติธรรมให้สำนักหมื่นวิญญาณแค่นั้นเอง”

        นางไม่อยากให้ข้าพูดสอดขึ้นมาจึงรีบตัดบท “เอาล่ะ ไม่ต้องพูดมาก ข้าได้เตรียมรถจอดไว้ข้างนอกสองคันแล้ว พวกเจ้าทุกคนไปพร้อมกับข้าก็แล้วกัน ฮึ…

        ยู่เหวินชิง หยู่เหวินฉีเจ้าพวกเดนมนุษย์ริอ่านจะมาใช้อำนาจบาตรใหญ่เหรอ คงเป็นเพราะมีเจ้าชือเทียนสิงคอยหนุนหลังให้จนเคยตัวล่ะสิ ถ้าครั้งนี้ข้าไม่ไปสำนักยาตราสวรรค์นะ พวกมันคงคิดว่าพวกเราสำนักหมื่นวิญญาณเป็นลูกพลับที่จะบีบจะคลึงอย่างไรก็ได้เป็นแน่”

        ซูเหยียนเบ้ปากแล้วพูดขึ้น “ปู้อี้เชวียน พวกเราทำตามที่ท่านรองเจ้าสำนักพูดดีกว่านะ ไปสำนักยาตราสวรรค์กันเถอะ เพราะข้าก็อยากจะเอาเรื่องนี้ไปพูดต่อหน้าให้มันรู้เรื่องรู้ราวไปเลย จะได้ไม่ต้องมีความรู้สึกเหมือนกับว่ามีก้างปลาติดคออยู่อีก”

        ถ้าอย่างนั้นก็ไปกัน”

        ผู้ร่วมเดินทางในครั้งนี้มีปู้เสวียนยินกับสวี่ลู่รวมไปถึงข้ากับถังเชวียหรานและซูเหยียน พวกเราทั้งห้าคนกำลังเดินทางมุ่งหน้าไปในที่เดียวกัน นอกจากนี้ยังมีรถของลุงหลงผู้ที่รับผิดชอบดูแลปกป้องซูเหยียนกำลังขับตามหลังมาอีกสองสามคัน รถของสำนักหมื่นวิญญาณทั้งห้าคันจึงมุ่งหน้าออกไปตามถนนอย่างรวดเร็ว

        

        ใช้เวลาเดินทางไปประมาณยี่สิบนาที ไม่ไกลนักก็ถึงตรงด้านทิศใต้ของลานกลางเมืองแล้ว จากนั้นก็ปรากฏพื้นที่ของโรงเรียนขนาดใหญ่ขึ้นมา ประตูทางเข้ามีรูปปั้นขนาดมหึมาที่เก่าแก่ดูน่าพิศวงตั้งอยู่ มันคือรูปของชายชราคนหนึ่งกำลังถือหอก

        ซูเหยียนกระซิบที่ข้างหู “รูปปั้นนี้ก็คือชือเทียนสิง ผู้ที่ก่อตั้งสำนักยาตราสวรรค์ขึ้นมานั่นเอง หนึ่งในสมาชิกตำแหน่งเทพศาสตราวุธคนที่สามสิบสามของสหพันธ์ และเป็นอาจารย์ของหยู่เหวินชิงและมู้หยิงหยิงด้วย”

        ข้าขมวดคิ้วขึ้น “อ่อ…จำได้แล้ว”

        รถได้มุ่งหน้าเคลื่อนตัวเข้าสู่สำนักยาตราสวรรค์อย่างรวดเร็ว แค่แวบเดียวเท่านั้นก็ขับเข้ามาถึงพื้นที่ใจกลางของโรงเรียนแล้ว จากนั้นจึงจอดลงที่สนามฝึกด้านหน้าห้องเจ้าสำนัก พวกเราจึงทยอยกันลงจากรถ ศิษย์สำนักยาตราสวรรค์จำนวนไม่น้อยมองมาอย่างฉงน เพราะไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น

        ขอโทษขอรับ ท่านคือ?”

        มีอาจารย์คนหนึ่งเดินตรงเข้ามาถามอย่างสุภาพ

        ปู้เสวียนยินชำเลืองมองเขาแวบหนึ่งแล้วพูดออกไป “ข้าคือปู้เสวียนยินจากสำนักหมื่นวิญญาณ ช่วยไปบอกให้ชือเทียนสิงเจ้าสำนักของพวกเจ้าออกมาที แล้วก็เรียกหยู่เหวินชิง หยู่เหวินฉี มู้หยิงหยิง ฟางชิ่งจือทั้งสี่คนนั้นออกมาด้วย!”

        เมื่อได้ยินชื่อของพี่เสวียนยิน อาจารย์คนนี้ก็รีบพูดด้วยเคารพออย่างที่สุด “ขอรับ ขอรับ…ข้าจะไปทำให้เดี๋ยวนี้!”

        ขณะที่เขากำลังเดินออกไป ทันใดนั้นเองประตูห้องของเจ้าสำนักก็ถูกลมพัดเปิดออก เห็นเพียงชายชราผมขาวสวมเสื้อคลุมยาวเดินออกมา ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม “ข้าก็นึกว่าใคร ที่แท้ก็ปู้เสวียนยินเทพศาสตราวุธผู้ยิ่งใหญ่มาเยี่ยมเยือนนี่เอง เป็นเกียรติของสำนักยาตราสวรรค์ของพวกเราเสียจริง!”

        พี่เสวียนยินแสยะยิ้มมุมปากพลางเดินไปข้างหน้า “ข้าปู้เสวียนยิน ยินดีที่ได้พบผู้อาวุโสชือเทียนสิง!”

        ข้ามิบังอาจ” ชือเทียนสิงหัวเราะร่า จากนั้นจึงปรายตามองพวกข้าสองสามคนที่สวมชุดศิษย์อยู่ จึงอดถามขึ้นมาไม่ได้ “ปู้เสวียนยินผู้ยิ่งใหญ่ ท่านพาศิษย์พวกนี้มาที่นี่…ไม่ทราบว่ามีเรื่องอะไรหรือ?”

        “เรื่องนี้คงต้องถามลูกศิษย์ตัวดีของเจ้าแล้วล่ะ” พี่เสวียนยินพูดด้วยท่าทางอ่อนโยนพร้อมกับรอยยิ้ม จากนั้นจึงเริ่มพูดขึ้น “หยู่เหวินชิงและคนอื่นๆ เมื่อสิบวันก่อนนั้นทั้งสี่คนได้เข้าไปสำรวจที่ภูเขาสุสานแล้วเกิดเรื่องที่วิหารถ้ำธาราจันทร์ขึ้น ท่านทราบเรื่องนี้หรือไม่?”

        ข้ารู้แล้ว”

        แล้วท่านผู้อาวุโสรู้หรือไม่ว่าหยู่เหวินชิงได้ลอบทำร้ายน้องชายของข้าปู้อี้เชวียน?”

        อันนี้…” ชือเทียนสิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยแล้วพูดขึ้น “เจ้าไปเอาเรื่องนี้มาจากไหน?”

        จากไหนอย่างนั้นเหรอ

        ปู้เสวียนยินอดไม่ได้ที่จะยิ้มขึ้น “ดูเหมือนว่าท่านคงจะทราบเรื่องนี้แล้ว เพียงแต่ทำเป็นไม่รู้สินะ อย่างไรก็ตามยังดีที่เสี่ยวเชวียนของข้านั้นโชคดีที่รอดมาได้ ไม่ได้ตายในวิหารถ้ำธาราจันทร์”

        “นี่คงเป็นพรจากพระเจ้าที่ช่วยคุ้มครองรักษา…ชือเทียนสิงพูดอย่างระมัดระวังตัว “ปู้เสวียนยินผู้ยิ่งใหญ่ ความจริงแล้วก็เป็นแค่เรื่องทะเลาะวิวาทเล็กน้อยระหว่างวัยหนุ่มสาวกันแค่นั้นเอง ข้าคิดว่า…พวกเราควรเจรจากันก่อนดีกว่า เพื่อจะได้ไม่กระทบต่อสัมพันธ์ไมตรีของสำนักยาตราสวรรค์กับสำนักหมื่นวิญญาณให้เกิดความเสียหาย”

        เป็นเพียงการทะเลาะวิวาทเล็กน้อยอย่างนั้นเหรอ?”

        ใบหน้าที่งดงามของปู้เสวียนยินเปลี่ยนเป็นสีหน้าเย็นชาอย่างรวดเร็ว แล้วพูดน้ำเสียงราบเรียบ “ลูกศิษย์ของเจ้าลอบแทงน้องของข้าถึงสองครั้ง เหมือนกับต้องการให้เขาตายไปเสีย ทีนี้เจ้าลองบอกข้าอีกครั้งสิว่ายังเป็นเรื่องเล็กน้อยอยู่ไหม?”

        “ข้าเชื่อว่าเรื่องนี้จะต้องมีการเข้าใจผิดอะไรกันแน่ๆ…ชือเทียนสิงขมวดคิ้วพูดขึ้น “เมื่อข้าได้ตรวจสอบความจริงเรื่องนี้แล้ว และถ้าพบว่าลูกศิษย์ของข้าผิดจริง ข้าก็จะจัดการลงโทษอย่างหนักด้วยตัวของข้าเองเป็นแน่ เอาเป็นว่าตอนนี้ขอให้ท่านปู้เสวียนยินผู้ยิ่งใหญ่พาคนของท่านกลับไปก่อนเถิด…

        ไม่จำเป็นหรอก พวกเขามานู่นแล้ว

        ไม่ไกลนัก หยู่เหวินชิง หยู่เหวินฉี มู้หยิงหยิงและฟางชิ่งจือ ทั้งสี่คนก็เดินเข้ามา ทันทีที่เห็นข้า สีหน้าของหยู่เหวินชิงแสดงออกได้เลยว่าตกใจขึ้นแวบหนึ่ง แล้วจึงตามมาด้วยความอาฆาตแค้นและเจตนาที่อยากจะฆ่าข้าเข้ามาครอบงำเหมือนเดิม ส่วนมู้หยิงหยิง ฟางชิ่งจือก็ตกตะลึงเหมือนกัน ทุกคนล้วนไม่คาดคิดว่าข้านั้นจะยังมีชีวิตรอดอยู่

        หยู่เหวินชิง!”

        หยู่เหวินชิง!”

        ชือเทียนสิงเอามือทั้งสองข้างไพล่หลังไว้ดูท่าทางเป็นปรมาจารย์ที่น่านับถือพอสมควร จากนั้นจึงพูดเสียงเรียบ “ท่านเทพศาสตราวุธปู้เสวียนยินผู้ยิ่งใหญ่ได้บอกว่าที่วิหารถ้ำธาราจันทร์เจ้าเจตนาทำร้ายน้องชายของนางปู้อี้เชวียน มันเกิดขึ้นจริงหรือไม่?”

        ตอนแรกหยู่เหวินชิงก็ดูลนลานเล็กน้อย จากนั้นก็ดึงสีหน้ากลับมานิ่งสงบได้เหมือนเดิมแล้วพูดออกไป “ท่านอาจารย์ ท่านมิอาจฟังความจากพวกเขาข้างเดียวได้ ในตอนนั้นหลังจากที่ปู้อี้เชวียนได้เจอสมบัติในวิหาร จู่ๆ ก็เกิดคิดร้ายขึ้นมา เขายิงธนูที่แปลกประหลาดตรงมาที่ข้าหมายจะเอาชีวิต ดังนั้นข้าจึงป้องกันตนเองด้วยการแทงเขากลับไปสองครั้ง สุดท้ายอาจเป็นเพราะว่าพลังของเขานั้นอ่อนแอเกินไปจึงถูกแรงจากดาบของข้าทำร้ายจนพลัดตกลงไปในวิหาร ขอความกรุณาท่านอาจารย์ช่วยรับฟังข้าด้วย!”

        ถังเชวียหรานที่ยืนอยู่ด้านข้างเลิกคิ้วพูดขึ้น “หยู่เหวินชิง เจ้าใส่ร้ายคนอื่นแบบนี้ได้ยังไง ปู้อี้เชวียนไปลอบทำร้ายเจ้าตั้งแต่เมื่อไรกัน?”

        ใช่เหรอ?”

        หยู่เหวินชิงแสยะยิ้ม “เรื่องนี้หยู่เหวินฉี มู้หยิงหยิงและฟางชิ่งจือล้วนเป็นพยานได้ ขอท่านอาจารย์ช่วยพิจารณาด้วย!”

        เรื่องเป็นแบบนี้จริงหรือ? ชือเทียนสิงถาม

        หยู่เหวินฉีจึงรีบพูด “เป็นอย่างที่พี่ข้าพูดไว้ไม่ผิด เมื่อปู้อี้เชวียนเห็นสมบัติในวิหารถ้ำธาราจันทร์ก็เกิดความเห็นแก่ได้จนโลภโดยไม่สนใจอะไร ถ้าพี่ข้าไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองที่รวดเร็วขนาดนั้น เกรงว่าก็คงจะถูกปู้อี้เชวียนลอบทำร้ายจนตายไปแล้ว”

        มู้หยิงหยิงเม้มปากแล้วพูดขึ้น “มันเป็นแบบนี้แหละ ท่านอาจารย์ รุ่นพี่หยู่เหวินชิงนั้นเกือบจะถูกปู้อี้เชวียนลอบฆ่าจริงๆ”

        ซูเหยียนเป็นเดือดเป็นร้อนขึ้นทันที จึงชี้ไปที่มู้หยิงหยิงแล้วพูดออกไป “พวกเจ้าเห็นอยู่กับตาว่าหยู่เหวินชิงได้ลอบทำร้ายปู้อี้เชวียน ทว่าตอนนี้กลับพูดกลับกลอกไปหมดพวกเจ้าช่างไร้ยางอายที่สุด!

        ชือเทียนสิงขมวดคิ้วขึ้น พลางมองกลับไปที่พี่เสวียนยินแล้วพูดขึ้น “ปู้เสวียนยินผู้ยิ่งใหญ่ เจ้าดูสิ…เจ้าเด็กพวกนี้ล้วนพูดเป็นเสียงเดียวกัน เกรงว่าเจ้าคงจะถูกหลอกแล้วล่ะ หรือไม่ก็…ในตอนนั้นปู้อี้เชวียนคงจะเลอะเลือน เกิดโลภขึ้นมาจึงทำให้เกิดเรื่องแบบนี้ก็อาจเป็นไปได้?”

        นี่เจ้ากำลังสงสัยในตัวของน้องข้าอย่างนั้นงั้นเหรอ?” ปู้เสวียนยินถามขึ้น

        ชือเทียนสิงจึงพูดน้ำเสียงเรียบออกไป “หรือว่าไม่จริงคงไม่ใช่เพราะน้องของเจ้าทำไปโดยพลการแล้วเจ้าจึงปกป้องและเข้าข้างในทางที่ผิดหรอกนะ ถ้าเจ้าไม่เชื่อก็ลองไปถามจากคนอื่นดูก็ได้นะว่าท้ายที่สุดแล้วน้องเจ้าเป็นคนยังไง

        ปู้เสวียนยินหัวเราะ ทว่าเสียงหัวเราะนั้นมิอาจเก็บกลั้นความรู้สึกโกรธที่ปะทุขึ้นมาได้ “ผู้อาวุโสชือเทียนสิง ข้ารู้จักน้องข้ามายี่สิบปีกว่าแล้ว แต่เจ้านั่นแหละรู้จักเขามากี่วันเขาเป็นคนอย่างไรข้านั้นรู้แก่ใจดีไม่จำเป็นต้องฟังจากปากคนอื่นหรอก ด้วยเหตุนี้เรื่องที่เกี่ยวกับคุณลักษณะของน้องข้านั้น จะดีมากเลยถ้าเจ้าหุบปากไป เพราะว่าเจ้าไม่มีสิทธิ์ออกความเห็นอะไรทั้งนั้น”

        เจ้า…

        ชือเทียนสิงหน้าซีดเผือดลงทันที เพราะนึกไม่ถึงว่าพี่เสวียนยินจะพูดจาไม่เกรงใจใครขนาดนี้

        หยู่เหวินชิงจึงรีบพูดขึ้น “ท่านอาจารย์ ที่ข้าพูดเป็นเรื่องจริงทั้งหมด ถ้าปู้อี้เชวียนไม่ลอบทำร้ายข้า ข้าก็คงไม่ลงมือกับเขาหรอก!”

        มู้หยิงหยิงที่ยืนอยู่ด้านข้างก็รีบร้อนพูดออกไป “เรื่องที่รุ่นพี่หยู่เหวินชิงนั้นพูดเป็นความจริงทั้งหมด ท่านอาจารย์ช่วยพิจารณาด้วยเถิด เรื่องนี้เป็นเพราะว่าปู้อี้เชวียนนั้นอิจฉาริษยาพลังของรุ่นพี่หยู่เหวินชิงที่แข็งแกร่งเกินไป จึงได้ใช้อำนาจคุกคามเข้ามา ดังนั้นพี่ข้าจึงต้องลงมือจัดการทันที รุ่นพี่เพียงแค่อาศัยพลังที่มีอยู่ของเขาทำร้ายปู้อี้เชวียนที่โหดร้ายราวกับไม่ใช่มนุษย์แค่นั้นเอง เจ้าคนหน้าเนื้อใจเสือเหี้ยมโหดอำมหิตแบบนี้ ตายไปก็สมน้ำหน้ามัน!”

        นางยังไม่ทันพูดจบ ทันใดนั้นก็ปรากฏเงาๆ หนึ่งขึ้นตรงหน้า เพียงแค่ผายมือออกก็ทำให้ร่างของมู้หยิงหยิงกระเด็นปลิวออกไปทันที

        เพียะ!”

        เสียงตบดังฟังชัดมาก เสื้อคลุมเทพศาสตราวุธของปู้เสวียนยินพัดปลิวไสวขึ้นมาเล็กน้อย ใบหน้าที่งดงามเต็มไปด้วยความสงบนิ่งพร้อมกับพูดออกไป “อายุแค่นี้แต่จิตใจนั้นเลวร้ายดั่งอสรพิษ สมควรโดนแล้ว!”

        มู้หยิงหยิงที่กระเด็นห่างไปเกือบสองสามเมตรได้แต่นอนราบไปกับพื้น เห็นได้ชัดเลยว่าหน้าด้านข้างนั้นแดงเป็นปื้นพร้อมกับรอยนิ้วมือที่ตบฉาดมาอย่างแรง นางจึงพูดขึ้นด้วยความเจ็บแค้น “ปู้เสวียนยินเจ้าเป็นเทพศาสตราวุธแล้วยังไงล่ะ เจ้าสามารถเที่ยวตบตีคนอื่นแบบนี้ก็ได้เหรอ?”

        ปู้เสวียนยินยื่นมือไปรับผ้าเช็ดหน้าในมือของสวี่ลู่มาเช็ดมือไปมา แล้วพูดขึ้นด้วยท่าทีทะนงองอาจ “ตีเจ้าแล้วจะทำไม? ถึงข้าจะฆ่าเจ้า เจ้าก็ทำอะไรข้าไม่ได้อยู่ดี?”

        มู้หยิงหยิงยังอยากที่จะพูดอะไรต่ออีก แต่กลับถูกสายตาที่เด็ดขาดของชือเทียนสิงห้ามไว้เสียก่อน “หยิงหยิงหุบปาก ไม่ต้องพูดอะไรออกมา!”

Author Glory Forever