มิติใหม่ของพื้นที่อ่านนิยาย จัดเต็มแบบล้นคลัง ทั้งนิยายแปลจีน ญี่ปุ่นและไทย เฟ้นหาทุกหมวดคุณภาพให้ทุกคนได้อ่านกันฟินๆ พร้อมอ่านฟรีจำนวนมาก!! อย่ารอช้า! รีบสมัครสมาชิกมาเปิดประสบการณ์ความสนุก พร้อมระเบิดความมันส์ ผ่านการอ่านไปพร้อมกันได้ที่ อ่านนิยายด็อทเน็ต  

อ่านนิยาย เล่มที่ 7 บทที่ 208 เพราะช่วยนายถึงได้ให้คำนับ

        ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะถูกจัดการให้คลี่คลายลงภายในสิบนาที

        เฉาลี่หยางพยายามบังคับให้ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวของตัวเองให้สงบนิ่งลง แน่นอนว่าเขาไม่ยอมก้มหัวคำนับให้ใครแน่ แต่ว่าเขาเองก็ไม่สามารถทำอะไรได้ หลังจากได้เห็นว่าพวกพี่เป้าที่แข็งแกร่งมากๆ ต่างก็ถูกหลินลั่วหรานจัดการไปหมดแล้ว เขาก็รู้ตัวในทันทีว่าตัวเองได้พบกับพวกฝีมือดีเข้าแล้ว…แน่นอนว่า เฉาลี่หยางไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่านักฝึกศาสตร์ เขาเพียงแค่คิดว่าพวกพี่เป้าคงถูกสกัดเข้าที่จุดตาย

        หรงตงหลินที่นั่งอยู่บนโซฟารู้สึกไม่สบายใจนัก เรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ ดูราวกับเป็นเพียงความฝัน บางทีอาจจะเป็นอย่างที่พวกเขาบอก ชีวิตของคนเราเปลี่ยนแปลงขึ้นลงรวดเร็วเกินไปแล้วเหยียนเฟิงนอนกอดกระบองไม้หลับปุ๋ยอยู่บนมุมหนึ่งของโซฟา โดยที่ไม่ได้รู้เลยว่าเมื่อสักครู่เพิ่งจะเกิดอะไรขึ้น

        หลินลั่วหรานขยับเข้าไปนั่งลงบนโซฟา ก่อนที่จะถามขึ้นมาโดยไม่ได้คิดอะไร

        “นายบอกว่า นายเป็นคนของบริษัทเจิงชื่อเหรอ?”

        เดิมทีเจิงชื่อก็เป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่อยู่แล้ว ตอนที่หลินลั่วหรานยังเป็นเพียงแค่พนักงานธรรมดา เธอก็เคยได้ยินชื่อเสียงถึงความร่ำรวยของบริษัทเจิงชื่อมาก่อนแล้ว ปัญหาก็คือ คนที่เมื่อสี่ปีก่อน แม้แต่ห้องที่มีขนาดเพียงหนึ่งตารางเมตรก็ยังซื้อไม่ไหวคนนี้ วันนี้กลับกำลังจะได้พบกับผู้สืบทอดของบริษัทเจิงชื่อ…โลกใบนี้น่ามหัศจรรย์เกินไปแล้ว

        ผู้ชายที่นามสกุลเฉาตรงหน้านี้ ดวงตาเป็นประกายขึ้นมา เขาคิดว่าฉันเป็นคนโง่หรืออย่างไร?

        หลินลั่วหรานมองไปที่นาฬิกา หนึ่งทุ่มครึ่งแล้ว ดูเหมือนว่าที่บ้านจะเริ่มทานข้าวกันไปแล้ว อย่างไรก็คงกลับไปไม่ทันทานข้าวเย็นแน่ แบบนั้นสู้จัดการเรื่องของหรงตงหลินให้มันจบไปในครั้งเดียวก็น่าจะดีกว่า

        “โอเค เรียกเขามาสิ

        เฉาลี่หยางคิดว่าหลินลั่วหรานอาจจะเกรงกลัวเจิงชื่ออยู่บ้าง แม้ว่าจะแอบอิจฉาที่ชื่อของเจิงเทียนนั้นสามารถใช้ประโยชน์ได้แบบนี้ แต่ทำไมเขาจะไม่สบายใจขึ้นมาล่ะ?

        เขาได้ยินมาว่าเจิงเทียนเรียนการต่อสู้มาสิบกว่าปีแล้ว แม้ว่าจะตกลงกันไม่ได้ ก็คงจะสามารถใช้กำลังจัดการกับเรื่องนี้ได้บ้าง…แม้ว่าการต้องไปขอความช่วยเหลือจากเจิงเทียนจะดูน่าอับอาย แต่อย่างไรพวกเขาก็เพื่อนในสมัยเด็กของกันและกัน เขามั่นใจว่าเจิงเทียนจะต้องช่วยเขาต่อหน้าคนอื่นแน่!

        ระหว่างที่หลินลั่วหรานกำลังทำใบหน้านิ่งสงบอยู่นั้น เฉาลี่หยางก็โทรเข้าไปหาเจิงเทียน

        เสียงรอสายดังขึ้นมา เขามองลงไปยังเหล่านักเลงที่นอนระเนระนาดอยู่ใต้เท้า รวมทั้งพี่เป้าที่ร่วงหล่นไปนอนบนพื้นด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว เฉาลี่หยางรู้สึกว่าทุกๆ เสียงรอสายดังเข้าไปในใจของเขา…รับโทรศัพท์ รับโทรศัพท์สิ ฉันไม่อยากต้องคำนับให้ใครนะ…

        “ฮัลโหล?” ในที่สุดปลายสายก็ส่งเสียงของเจิงเทียนออกมา เพราะว่าน้ำเสียงของเขาถูกเปลี่ยนแปลงไปด้วยระบบสื่อสาร ทำให้ในระหว่างที่หลินลั่วหรานยังไม่ทันได้รู้ว่านี่คือ ‘รุ่นน้อง’ ที่เธอเคยพบมาก่อน เฉาลี่หยางก็ขอให้เจิงเทียนมาช่วยเรียบร้อยแล้ว

        แน่นอนว่า เฉาลี่หยางหาข้อแก้ตัวให้กับตัวเองได้อย่างดูดี และไม่ได้ทำให้ตัวเองขายหน้าจนเกินไป

        เมื่อมองไปยังหญิงสาวแววตาเป็นประกายที่นั่งอยู่บนโซฟา ตอนนี้เธอกำลังหลับตารวบรวมสมาธิ ราวกับกำลังหลับใหล สีหน้าของเฉาลี่หยางก็ปรากฏความโกรธเกลียดออกมา

        ในตอนที่ได้รับสายโทรศัพท์จากเพื่อนในสมัยเด็ก เจิงเทียนเพิ่งจะตื่นขึ้นมาจากการทำสมาธิ

        ที่แท้การมาเมืองหรงเฉิงในครั้งนี้ของเขาก็ไม่ได้สงบสุขเอาเสียเลย เมื่อตอนกลางวันเพิ่งจะมีคนมาบอกกับเขาว่าขุดค้นพบถ้ำโบราณในสมัยราชวงศ์ฮั่น ตอนที่กำลังขุดวางเสาเข็มสร้างหมู่บ้านในโซนนอกเมือง และมีผู้เชี่ยวชาญจากในเมืองเข้าไปที่โซนก่อสร้าง จนตอนนี้สถานที่ก่อสร้างของเขาก็ถูกปิดกั้นเอาไว้แล้ว แม้ว่าสำหรับแวดวงการศึกษาโบราณคดีแล้ว เรื่องนี้จะนับเป็นเรื่องดี แต่สำหรับบริษัทเจิงชื่อแล้ว การขุดค้นถ้ำสุสานโบราณในสมัยราชวงศ์ฮั่นครั้งนี้ คงจะกระทบกับระยะเวลาการทำงานของพวกเขาไปไม่น้อย!

        ในระหว่างที่เจิงเทียนกำลังปวดหัวกับเรื่องนี้อยู่ เพื่อนในสมัยเด็กของเขาอย่างเฉาลี่หยางก็โทรศัพท์มาขอให้เขาไปช่วยเหลืออีก มีแต่เรื่องน่าปวดหัวมาสุมรวมกัน

        อย่างไรเขาก็จำเป็นที่จะต้องไป แม้ว่าเฉาลี่หยางจะดูแปลกไป แต่ด้วยความสัมพันธ์ในระยาเวลาหลายปีที่ผ่านมาของเขา ทำให้เจิงเทียนนึกถึงความสัมพันธ์ตรงนี้ขึ้นมา

        ไม่นานนัก เขาก็มาถึงบริเวณด้านนอกของบาร์ม่านเหยา ประตูใหญ่ของบาร์ถูกปิดสนิทเอาไว้ พร้อมทั้งติดป้าย ‘ปิดทำการชั่วคราว’ ไว้ด้วย เจิงเทียนรู้สึกว่า บางทีเรื่องนี้อาจจะยุ่งยากและวุ่นวายมากกว่าที่เขาคาดคิดเอาไว้

        เมื่อลงมาจากรถ เขาก็ลองผลักประตูออกดู ก่อนจะพบว่ามันถูกเปิดออกได้อย่างง่ายดาย…

        เสียงดนตรีเบาสบายยังคงคลอขึ้น ดวงไฟถูกเปิดเอาไว้สว่างไสว บรรดาพนักงาน บาร์เทนเดอร์ รวมทั้งเด็กเสิร์ฟพวกผู้รักษาความปลอดภัย และนักแสดง ต่างก็นอนกองรวมกันบนโซฟาทรงกลมบริเวณห้องโถง

        พวกเขาไม่ได้รับบาดเจ็บที่ภายนอก และก็ไม่ได้โดนวางยา ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะมีวิธีการอะไรบางอย่าง เจิงเทียนรู้สึกว่าการที่ตัวเองมาคนเดียวแบบนี้ ดูเหมือนว่าจะคิดน้อยเกินไปเสียหน่อย

        ในตอนที่เขาเปิดประตูห้องส่วนตัวออก ความกังวลก็เกิดขึ้นในใจ เพราะว่าแสงไฟนั้นมืดสลัว สิ่งแรกที่เขาเห็นก็คือบรรดาคนที่นอนอยู่เต็มพื้น และเพื่อนในสมัยเด็กที่นั่งตัวตรงอยู่อย่างไม่สงบ ดูเหมือนว่าที่ด้านบนโซฟาจะมีคนอยู่อีกสามคน เขามองเห็นใบหน้าของพวกเขาได้ไม่ชัดนัก หรือว่าบาร์ม่านเหยาแห่งนี้ จะถูกคนสามคนนี้พังเหรอ?

        “เจิงเทียน นายมาแล้ว!” แววตาของเฉาลี่หยางประกายขึ้นมา

        นี่มันยิ่งกว่าไพ่ตายเสียอีก เฉาลี่หยางรู้สึกภูมิอกภูมิใจขึ้นมามาก ดูเหมือนว่า IQ ของเจิงเทียนที่เรียนมหาลัยมาหกปีแล้ว แต่ก็ยังไม่จบเสียที จะถูกย้ายไปอยู่ที่ EQ เสียหมดแล้ว เมื่อเดินเข้ามาในห้อง เขาก็รู้สึกได้ถึงบางอย่างที่ไม่ปกติทันที ทำให้เขาพูดจาออกมานุ่มนวลมากขึ้น

        “ไม่รู้ว่าอาหยางไปทำอะไรให้ใครเอาไว้ ยังไงผมก็ต้องขอโทษแทนเพื่อนของผมด้วย จะต่อยตีกันไปก็คงไม่มีประโยชน์อะไร มันต้องมีทางแก้ไขเรื่องนี้ได้แน่…

        เมื่อเขาเดินเข้ามา หลินลั่วหรานที่นั่งอยู่ในมุมมืดก็รู้ได้ทันทีว่า เขาคือเจิงเทียน

        หลินลั่วหรานจำคนที่มาซื้อยาของเธอได้ทั้งหมด เจิงเทียนคนนี้ถูกผู้เป็นพ่อพาเข้ามา อีกทั้งยังเป็นหนูทดลองสำหรับเหล้าวิเศษที่เพิ่งหมักมาใหม่ๆ ของบ้านหลินคนแรก…โลกใบนี้ช่างเล็กแคบจริงๆ

        “เจิงเทียน ไม่ใช่ว่านายกำลังเก็บตัวอยู่ในเขาหรอกเหรอ ทำไมถึงยังจะมารังแกนักศึกษาแบบนี้อีก?”

        เมื่อเจิงเทียนได้ยินเสียงพูดของคนที่อยู่ในเงามืด เขาก็รู้สึกเหมือนกับมีแสงประกายผ่านหน้าของเขาไป น้ำเสียงช่างฟังดูคุ้นหูเสียจริง…จนกระทั่งเมื่อหลินลั่วหรานเผยใบหน้าออกมา เขาก็รู้สึกว่าพวกแสงประกายเหล่านั้น เปลี่ยนกลายเป็นสายฟ้าขึ้นมา พระเจ้า เขาอยากจะให้มีสายฟ้าลงมาผ่าเขาให้ตายไปเสียตอนนี้เลยจริงๆ!

        “อา…อาจารย์พี่หลิน…

        ยิ่งเจิงเทียนร้อนใจขึ้นมาเท่าไร เขาก็ยิ่งสูญเสียการควบคุมไปมากขึ้นเรื่อยๆ เขาเปล่งเสียงเรียกออกมาว่า ‘อาจารย์พี่หลิน’ ในระหว่างที่เขากำลังจะก้มโค้งคำนับ ก็ถูกหลินลั่วหรานโบกมือห้ามไว้เสียก่อน

        อาจารย์พี่ของเจิงเทียนอายุน้อยขนาดนี้ ทำไมถึงเป็นรุ่นอาจารย์รุ่นพี่ของเชิงเทียนได้…นี่มันยุคไหนแล้ว เจิงเทียนยังจะไปเรียนในสำนักที่มีรุ่นพี่รุ่นน้องลูกศิษย์อะไรพวกนี้อยู่อีกเหรอเฉาลี่หยางรู้สึกว่าหัวสมองเขานั้นคิดตามไปไม่ทัน เขาเริ่มคาดการณ์สถานการณ์ตรงหน้าในค่ำคืนนี้ ก่อนที่ความกลัวจะเข้าครอบงำตัวของเขา

        “ผมไม่รู้ว่าอาจารย์พี่หลินอยู่ที่นี่ด้วย…” เจิงเทียนร้อนใจเสียจนเหงื่อไหลออกมาเต็มตัวของเขา แม้ว่าการมาถึงเมื่อหรงเฉิงของเขาในครั้งนี้ จะทำให้เขารู้สึกได้ว่าเพื่อนในสมัยเด็กของเขาดูเย่อหยิ่งและมองข้ามคนอื่นไปบ้าง แต่ทำไมถึงไปยั่วโมโหอาจารย์พี่หลินได้ล่ะ ไม่ว่าจะคิดเท่าไร เจิงเทียนก็ยังคงคิดไม่ออกอยู่ดี

        “ทำไมล่ะ ถ้าเกิดว่าไม่ใช่ฉันที่อยู่ตรงนี้ นายน้อยเจิงก็จะรังแกคนธรรมดาได้ตามใจแล้วเหรอ?” หลินลั่วหรานชี้ที่หรงตงหลินที่นั่งอึดอัดอยู่บนโซฟา ตอนที่เขาได้ยินชื่อของบริษัทเจิงชื่อขึ้นมา เขาก็กังวลว่าหลินลั่วหรานอาจจะตกอยู่ในอันตราย แต่เมื่อตอนนี้ได้เห็นว่านายน้อยเจิงยังแทนตัวเองว่า ผม ในตอนพูดกับหลินลั่วหราน เขาถึงได้ค่อยๆ วางใจลง

        รังแกคนธรรมดา…เมื่อได้ยินดังนี้ เจิงเทียนก็รู้สึกอยากจะเอาหัวไปโขกเต้าหู้ให้ตาย เขารู้ดีว่าในเมืองหรงเฉิงมีผู้อาวุโสระดับพื้นฐานอยู่สองคน แม้ว่าเขาจะเป็นคุณชายที่มีความรุนแรง เขาก็คงไม่กล้าจะรังแกใครในสถานที่แบบนี้หรอก!

        หรือว่าจะยังรอบคอบไม่พอ คนที่ไม่ได้เข้าใจสถานการณ์อะไรเลยอย่างเจิงเทียนรู้สึกราวกับอยากจะร้องไห้ออกมา

        เขาไม่สามารถไปถามอะไรกับอาจารย์พี่หลินได้ เขาจึงได้แต่ไล่ถามเฉาลี่หยาง ความจริงเฉาลี่หยางอยากจะตกแต่งเรื่องราวให้ดูดีต่อหน้าเพื่อนในสมัยเด็ก แต่เมื่อมองไปยังใบหน้าของหลินลั่วหรานแล้ว แววตาที่เต็มไปด้วยความเยือกเย็น ทำให้เขารู้สึกได้ว่าแผ่นหลังของเขาเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อ และสูญเสียความกล้าในการพูดโกหกไป

        ยิ่งได้ฟังมากเท่าไร ใบหน้าของเจิงเทียนก็ยิ่งซีดเซียวลงมากขึ้นเท่านั้น

        ที่แท้นิสัยของเฉาลี่หยางก็เปลี่ยนไปแล้วจริงๆ ทั้งที่วันนั้นสัญญาเอาไว้แล้วแท้ๆ ว่าจะไม่ไปสร้างปัญหาให้กับคนอื่น แต่เขาก็แอบทำอะไรแบบนี้จนได้ ใช้กำลังรังแกคนอื่น ในระหว่างที่กำลังรู้สึกว่าตัวเองโดนตบตาและโดนหลอกลวง เจิงเทียนกลับรู้สึกเป็นห่วงเฉาลี่หยางขึ้นมาเสียมากกว่า

        หากใช้กำลังรังแกคนอื่นเพียงเท่านั้นก็คงจะไม่เท่าไร แต่คนที่ถูกรังแกยังเป็นนักศึกษาที่มีค่าพอให้อาจารย์พี่หลินออกมาปกป้อง เจิงเทียนไม่รู้ว่าเป็นเพราะเฉาลี่หยางดวงซวย หรือตัวเขาเองโชคร้ายกันแน่

        เจิงเทียนแอบลอบมองไปยังนักศึกษาคนนั้น ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยรอยช้ำม่วงอย่างเห็นได้ชัด เขาคงจะถูกพวกเฉาลี่หยางรุมต่อยเข้า ในตอนนั้นเองสีหน้าของเจิงเทียนก็หนักแน่นกว่าปกติ

        “อาหยาง คุกเข่าลง คำนับให้อาจารย์พี่หลิน แล้วสำนึกผิดซะ

        เมื่อได้ยินแล้วว่าไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเจิงเทียน และหลังจากนี้บริษัทเจิงชื่อก็คงจะไม่มาสร้างความลำบากให้กับหรงตงหลินแล้ว เพียงเท่านี้ก็คงไม่มีอะไรมากแล้ว หลินลั่วหรานจึงลุกยืนขึ้น พร้อมกับชี้ไปที่หรงตงหลิน

        “คนที่นายต่อยอยู่ตรงนี้ เกี่ยวอะไรกับฉันด้วย…พวกนายจะต้องก้มคำนับหรือจะทำอะไรก็ไม่เกี่ยวกับฉัน นี่ เพื่อนหรง ฉันจะออกไปรอข้างนอกนะ จัดการเสร็จแล้วก็รีบออกมาแล้วกัน

        หรงตงหลินได้รับโอกาสอยู่ตรงหน้าแล้ว หากเขาจะกลัวการโดนแก้แค้นแล้วยอมโอนอ่อนด้วยดียอม หรือว่าจะกล้าท้าทายถึงสิ่งที่ตัวเองจำเป็นจะต้องได้รับ…หลินลั่วหรานนั้นไม่ใช่องค์จักรพรรดิที่จะสามารถช่วยหรงตงหลินได้ในทุกครั้ง เขาอยากจะเป็นคนแบบไหนก็ต้องให้ตัวเขาตัดสินใจด้วยตัวเอง

        ในระหว่างที่เธอเดินผ่านตัวของเจิงเทียนไป ตอนนั้นเจิงเทียนก็อดที่จะกลั้นหายใจขึ้นมาไม่ได้

        ความจริงแล้วสำหรับหรงตงหลิน มันก็เหมือนกับได้ขจัดความกลัวในจิตใจของเขาออกไปแต่สำหรับเฉาลี่หยางแล้ว มันคือความน่าอับอายครั้งหนึ่งในชีวิต

        สุดท้ายเจิงเทียนก็สั่งให้เขาคุกเข่าลงสำนึกผิด!

        แถมยังไม่ใช่ต่อหน้าหญิงสาววัยรุ่นที่เก่งกาจคนนั้น แต่เป็นคนที่เมื่อครึ่งชั่วโมงก่อนยังถูกตัวเองเหยียบอยู่ใต้เท้าอย่างนักเรียนจนๆ คนนี้…เฉาลี่หยางกำหมัดทั้งสองเอาไว้แน่น ก่อนที่เขารู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดขึ้นมาที่เท้าทั้งสองของเขา จนไม่สามารถยืนได้อย่างมั่นคง ในตอนที่เขารู้สึกตัวขึ้นมาอีกที เขาก็นั่งคุกเข่าลงไปแล้ว

        ไม่อยากจะเชื่อเลยว่า เจิงเทียนจะเตะเขาลง เมื่อเงยหน้าขึ้นไปมอง เขาก็เห็นว่าเจิงเทียนกำลังจ้องมองมาที่เขาด้วยความหนักแน่นผิดปกติ ก่อนที่จะพูดออกมาทีละคำ

        “คำนับ สำนึกผิดซะ

        หลินลั่วหรานนั่งรออยู่ในรถไม่ถึงสิบนาที หรงตงหลินก็เดินออกมาจากประตูของบาร์ พร้อมทั้งพยุงคนที่เมาหนักอย่างเหยียนเฟิงออกมา ด้วยใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความบวมช้ำ แต่กลับเดินได้อย่างมั่นคง

        ดูจากท่าทางแล้ว หลินลั่วหรานก็สามารถเดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ความจริงเธอชอบที่ผู้คนรอบกายของเธอ เป็นคนจิตใจดีไร้ซึ่งอันตราย แต่ว่าโลกใบนี้เต็มไปด้วยความแปลกประหลาด คนที่เป็นคนดีแสนบริสุทธิ์ มักจะถูกรังแกอยู่เสมอ…เธอไม่ได้อยากให้พวกเขาเป็นคนชั่ว แต่หลินลั่วหรานหวังว่าคนดีพวกนี้จะมีความหนักแน่น และไม่ให้อ่อนแอจนถูกรังแกได้ง่ายๆ

        ก็เหมือนกับเรื่องนี้ ตอนแรกนั้นก็เป็นเพราะเฉาลี่หยางขับรถในมหาลัยด้วยความเร็วมากเกินไป ตอนนั้นมีผู้คนมากมายที่มองเห็น หรงตงหลินก็อยู่ในฝั่งที่มีเหตุผลมากกว่า ถ้าหากว่าเขาเด็ดเดี่ยวและบอกว่าเฉาลี่หยางเป็นผู้ผิดออกมาภายใต้สายตาของทุกๆ คน พร้อมกับให้เพื่อนๆ คนอื่นร่วมกันเป็นพยาน เฉาลี่หยางก็คงไม่คิดว่าเขาเป็นลูกไก่ในกำมือ และก็คงจะไม่เกิดเรื่องในค่ำคืนนี้ขึ้น

        “ไปเถอะ เดี๋ยวฉันไปส่ง” เมื่อดูจากเวลาแล้ว ที่บ้านก็คงจะเก็บโต๊ะอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว อีกทั้งยังมีคนเมาเหล้าอยู่ด้วย หลินลั่วหรานจึงไม่ได้คิดจะพาหรงตงหลินกลับไปที่คฤหาสน์หลินในวันนี้แล้ว

        “ขอบคุณครับ

        หลังจากก้าวขึ้นมาบนรถ BMW หรงตงหลินก็เงียบไป สิ่งที่เขามอบให้กับอีกฝ่ายเป็นเพียงเรื่องเล็กๆ อย่างบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปสองถ้วย แต่กระดาษที่เธอให้เขากลับมา กลับเป็นคำสัญญาว่าจะมาช่วยเหลือในยามลำบาก และมันก็หนักแน่นถึงเพียงนี้ นี่ไม่ใช่เพียงแค่ ‘บุญคุณข้าวมื้อหนึ่ง’ หรงตงหลินไม่รู้ว่า นอกจากการจะพูดขอบคุณแล้ว ตัวเขาเองจะยังสามารถตอบแทนอะไรกลับไปได้อีก

        หลินลั่วหรานได้แต่เผยรอยยิ้มออกมาโดยไม่ได้พูดอะไร เธอขับรถตรงไปยังมหาวิทยาลัยชู่ต้า ในตอนนั้นเอง บริเวณกระจกของบาร์ม่านเหยาก็มีแสงประกายเล็กๆ ส่งออกมา ภายในห้องส่วนตัวนั้น เฉาลี่หยางกำลังคุกเข่าอยู่บนพื้นด้วยความสั่นไหว ดูเหมือนว่าชีวิตนี้ เขาคงจะไม่กล้าเงยหน้าขึ้นไปพบกับเจิงเทียนอีกแล้ว

        เฉาลี่หยางทั้งโกรธแค้นและโมโห!

        “ปึง” เจิงเทียนต่อยหมัดลงไปบนโต๊ะไม้แท้ หมัดของเจิงเทียนยังหยุดอยู่ที่ด้านบน และไม่ได้ขยับออกมา

        ที่นี่เป็นสถานที่ที่เฉาลี่หยางดูแลอยู่ด้วยตัวเอง เมื่อเขาเห็นว่าเจิงเทียนสามารถต่อยโต๊ะไม้แท้ให้พังทลายลงมาได้ด้วยหมัดเดียว เขาก็ลืมความโมโหไปชั่วขณะ พร้อมกับจ้องมองไปยังเจิงเทียนด้วยความอึ้ง

        “ฉันไม่ได้กำลังจะอวดพละกำลังของตัวเอง แต่ฉันอยากจะบอกนายว่า เมื่อเทียบกันกับอาจารย์พี่หลินแล้ว ความสามารถเล็กๆ เพียงแค่นี้ก็เหมือนกับแม่น้ำสายเล็กๆ กับมหาสมุทร…อาหยาง ที่ฉันให้นายก้มหัวคำนับแบบนั้น เป็นเพราะฉันอยากจะช่วยนายนะ” เมื่อพูดจบ เขาก็ค่อยๆ ปล่อยหมัดของตัวเองออก

        เฉาลี่หยางเก็บสายตากลับมา ในบริเวณที่เจิงเทียนปล่อยหมัดเอาไว้ โต๊ะไม้แท้นั้นเหลือเพียงแค่กองเศษไม้ ดูเหมือนว่ามันกำลังจะหัวเราะเยาะใส่เขาที่ไม่ได้รู้เรื่องอะไรเอาเสียเลย

        เมื่อเห็นสีหน้าหนักแน่นของเพื่อนในสมัยเด็กแล้ว เขาก็รู้สึกว่าในห้องที่เปิดเครื่องปรับอากาศเอาไว้ห้องนี้เย็นวาบขึ้นมา และมันก็เย็นเยือกเข้าไปถึงด้านในกระดูก

Author ก้อนพีช