มิติใหม่ของพื้นที่อ่านนิยาย จัดเต็มแบบล้นคลัง ทั้งนิยายแปลจีน ญี่ปุ่นและไทย เฟ้นหาทุกหมวดคุณภาพให้ทุกคนได้อ่านกันฟินๆ พร้อมอ่านฟรีจำนวนมาก!! อย่ารอช้า! รีบสมัครสมาชิกมาเปิดประสบการณ์ความสนุก พร้อมระเบิดความมันส์ ผ่านการอ่านไปพร้อมกันได้ที่ อ่านนิยายด็อทเน็ต  

อ่านนิยาย เล่ม 1 ตอนที่ 29 แอบชอบ

        “ง่ายมาก แค่นำเรื่องนี้เปิดโปงออกไปผ่านทางอินเทอร์เน็ต แล้วเขียนไว้บนหน้าเว็บใหญ่ๆ ทั้งหลาย เช่นนี้ต้องมีคนช่วยพวกเราแน่นอน” ฉันพูดอย่างใจเย็น

 

       “วิธีการนี้ ฉันจะไปบอกพวกเขาเอง ไม่แน่ว่าเช่นนี้อาจจะหาวิธีได้” หย่างย่าซินพูด

 

       “เรื่องนี้ยังไม่ต้องบอกให้คนในชั้นเรียน เพราะนี่ก็เป็นเพียงแค่วิธีการหนึ่งเท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องด่วนไม่ควรยืดเยื้อ พวกเราไปห้องคอมพิวเตอร์กันเถอะ” ฉันพูดกับหยางย่าซิน หลังจากนั้นพวกเราสองสามคนก็แอบมาที่ห้องคอมพิวเตอร์กัน 

 

       ตอนนี้ประตูห้องคอมพิวเตอร์ล็อคอยู่ พวกเราก็ไปหาครูคอมพิวเตอร์ ภายใต้การใช้ไม้อ่อน ในที่สุดพวกเราก็ได้กุญแจมา หลังจากได้เริ่มมาถึงที่ห้องคอมพิวเตอร์แล้ว

 

       คอมพิวเตอร์ในห้องคอมพิวเตอร์ล้วนเป็นของใหม่ทั้งหมด ถึงแม้ความเร็วของอินเทอร์เน็ตจะธรรมดา แต่แค่การโพสลงเว็บไม่มีปัญหาหรอก ดังนั้นฉันก็เริ่มพูดกับพวกหยางย่าซินว่า “ทุกคนช่วยกันโพสเถอะ แน่นอนว่าจะต้องคิดหาวิธีเปิดโปง”

 

       “ไม่มีปัญหา” หยางย่าซินพูด หลังจากนั้นพวกเราสองสามคนก็เริ่มปฏิบัติการพร้อมกัน ฉันได้โพสอย่างบ้าคลั่งตามเว็บที่มียอดผู้เข้าชมสูงเหล่านั้น เนื้อหาในการโพสง่ายมาก ก็คือเรื่องที่เกี่ยวกับการตายของนักเรียน 5 คนในห้องเรียนของพวกเรา รวมถึงจนกระทั่งถึงตอนนี้ ทางโรงเรียนยังคงไม่มีการหยุดเรียน หวังว่าจะมีฝ่ายที่เกี่ยวข้องให้ความสนใจ

 

       ซึ่งได้โพสติดต่อกัน 4-5 โพส คนที่อยู่ข้างๆ ก็รีบส่งต่อ แต่ทว่าคอมเมนต์ที่อยู่ด้านล่าง กลับทำให้ฉันตกใจอยู่พักหนึ่ง เพราะว่าไม่ว่าฉันโพสยังไง คอมเมนต์ที่อยู่ด้านล่างก็จะมีแค่ 1 คอมเมนต์ ชื่อ ID ทั้งหมดล้วนเป็นเฉินเฟิง การตอบกลับของเขามีแค่ประโยคเดียวว่า “นายคิดว่านายจะหลุดพ้นเหรอ?” 

 

       หลังของฉันเย็นวูบขึ้นมาครู่หนึ่ง คิดไม่ถึงว่าเฉินเฟิงจะมองเจตนาของพวกเราออก แต่ว่าพวกเราก็ยังไม่ตายใจ และยังคงเริ่มโพสอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังส่งต่อในระบบ QQ และ yy

 

       หลังจากที่ยุ่งอยู่ 2 ชั่วโมง ในที่สุดสถานการณ์ก็กลับมาดีขึ้น คอมเมนต์ที่อยู่ด้านล่างได้เพิ่มมากขึ้น ไม่ได้มีเพียงแค่คอมเมนต์ของเฉินเฟิงคนเดียวแล้ว และในเวลานี้โทรศัพท์มือถือของพวกเราได้ดังขึ้น

 

       ฉันรีบเปิดโทรศัพท์มือถือ เป็นแชทส่วนตัวของเฉินเฟิง เขาตอบกลับมาประโยคหนึ่งว่า “อย่าทำให้เรื่องใหญ่มากขึ้น มิฉะนั้นพวกนายก็จะตายซะเดี๋ยวนี้”

 

       “เซี่ย” ฉันแอบด่าคำหนึ่ง หลังจากนั้นลุกขึ้นจากที่นั่ง “ดูท่าจะไม่ได้แล้วสิ ไอ่บ้านั่นมันรู้เจตนาของพวกเราแล้ว และได้เตือนพวกเราเรียบร้อยแล้ว”

 

       “ดูแล้วเขาก็คงกลัวอยู่เหมือนกัน” หยางย่าซินพูดอย่างตื่นเต้น

 

       “ใช่ มิฉะนั้นคงจะไม่ส่งข้อความเช่นนี้ การมีชีวิตอยู่ของพวกเราได้ถือเป็นการข่มขู่เขาแล้ว” โก่วหงหยุนพูด หลี่โม่ฟ๋านก็พยักหน้าเหมือนกัน ใบหน้าก็ไม่ได้มีความผิดหวังอะไร

 

       ฉันพยักหน้าด้วยสีหน้าที่สงบนิ่ง ถึงวิญญาณอาฆาตจะแข็งแกร่งก็ตาม แต่ว่าเขาก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีใครต่อกรได้ หากการเปิดโปงอยู่ในสายตาของผู้คนจำนวนมาก มันก็ต้องหวาดกลัว

 

       “ครั้งนี้พวกเราแพ้แล้ว แต่ฉันรับปากว่า จะช้าหรือเร็วต้องมีสักวัน พวกเราจะต้องหาตัวมือมืดที่อยู่เบื้องหลังให้ได้ แล้วจับมันหั่นออกเป็นชิ้น!”

 

       ถึงแม้การทดลองครั้งนี้จะไม่สำเร็จ แต่ก็พอที่จะยืนยันได้ว่า วิญญาณอาฆาตนั้นไม่ใช่ว่าจะไม่มีใครต่อกรมันได้ มันไม่ใช่ว่าไม่กลัวอะไรทั้งนั้น อย่างน้อยตอนที่พวกเราเปิดโปง มันก็กลัวมากอย่างเห็นได้ชัด มิฉะนั้นคงไม่ส่งข้อความเช่นนี้ให้ฉัน 

 

       ฉันเชื่อว่าถึงแม้วิญญาณอาฆาตจะน่ากลัวมาก แต่มันก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีใครต่อกรมันได้ จะช้าหรือเร็วพวกเราจะต้องหาวิธีรับมือมันได้แน่นอน

 

       ช่วงเดินออกมาจากห้องคอมพิวเตอร์ ก็ใกล้จะเที่ยงแล้ว เรื่องการตายของเซี่ยง    เหวินเฉิงในช่วงเช้า กำลังค่อยๆ หายไป หลังจากผ่านความตายมาอย่างต่อเนื่อง จิตใจของทุกคนคล้ายกับว่าเข้มแข็งขึ้นมาก ต่างคนต่างก็เริ่มเดินไปโรงอาหาร

 

       และฉันก็มาโรงอาหารกับพวกหยางย่าซิน เวลนี้ ฉันก็ถือโอกาสชวนเย่รั่วเซวี่ยมาด้วย 

 

       เธอมาแล้ว และแล้วพวกเรา 5 คนก็เตรียมที่จะทานอาหารในโรงอาหาร หยางย่าซินพูดอย่างใจกว้างว่า “ลูกพี่ เลือกได้ตามสบายเลย ครั้งนี้ฉันเลี้ยงเอง”

 

       ฉันไม่ได้ปฏิเสธ เพราะเดิมทีฉันก็ไม่มีเงิน ในคนเหล่านี้ ฉันกับหลี่โม่ฟ๋านยากจนที่สุด ถึงแม้หยางย่าซินจะไม่ใช่พวกสูงหล่อรวย แต่ครอบครัวเขาก็มีเงินอยู่บ้าง ปกติเงินค่าขนมของเขาก็มีไม่น้อย โก่งหงหยุนก็เช่นกัน

 

       ไม่นานพวกเราก็สั่งอาหารไปมากมาย อาหารในโรงอาหารไม่ได้แพง โดยเฉพาะราคาก็ถูกมาก ทั้งโต๊ะก็แค่ไม่ถึงหนึ่งร้อย ฉันนั่งกับเย่รั่วเซวี่ย เย่รั่วเซวี่ยกำลังพูดอย่างยิ้มแย้มว่า “จางเว่ย วันนี้นายเท่ห์มาก ถึงซูหย่ากับมี่เสี่ยวหยู่จะคิดร้ายกับนายอย่างนี้แล้วก็ตาม ในที่สุดก็ถูกนายเอาคืนจนได้” 

 

       “เธอไม่ตำหนิที่ฉันฆ่าพวกเขาเหรอ?” ฉันมองเย่รั่วเซวี่ยพลางพูด

 

       “ทำไมต้องตำหนิล่ะ? พวกเขาไม่ได้ถูกตายฆ่าซะหน่อย นายวางใจได้แล้ว ฉันจะคอยสนับสนุนนายอยู่ตลอดนะ” เย่รั่วเซวี่ยพูดพลางยิ้มเล็กน้อย ใบหน้าที่แสนน่ารักนั้นทำให้ฉันละสายตาไม่ได้

 

       “ลูกพี่ เชิญดื่มสักแก้ว” หยางย่าซินพูด แต่ว่าในโรงอาหารไม่มีเบียร์ เขาใช้น้ำบ๊วยเปรี้ยวแทน ฉันพยักหน้าแล้วก็ชนแก้วกับเขา

 

       และหยางย่าซินก็มองเย่รั่วเซวี่ยด้วยใบหน้าที่ดีอกดีใจ พูดด้วยน้ำเสียงที่ประหลาดว่า “พี่สะใภ้ เชิญดื่มสักแก้ว” 

 

       “ใครเป็นพี่สะใภ้นายล่ะ” เย่รั่วเซวี่ยมองหยางย่าซินด้วยความโมโห และหน้าแดงจนไม่กล้ามองฉัน แต่ยังคงชนแก้วกับหยางย่าซินอยู่ ซึ่งทำให้ใจฉันภาคภูมิใจเป็นที่สุด

 

       ดูแล้วเย่รั่วเซวี่ยได้ยอมรับความสัมพันธ์ของพวกเราแล้ว ซึ่งทำให้ใจฉันทั้งตื่นเต้นและไม่สบายใจ หลังจากที่เย่รั่วเซวี่ยดื่มน้ำบ๊วยเปรี้ยวเสร็จแล้ว ยิ่งไม่กล้ามองฉัน

 

       บรรยายกาศที่ตรึงเครียดนี้ก็ถูกหลี่โม่ฟ๋านสังเกตเห็นแล้ว หลี่โม่ฟ๋านกระซิบข้างหูของหยางย่าซิน หลังจากนั้นหยางย่าซินก็พูดมาทันทีว่า “ลูกพี่ ฉันเพิ่งรู้สึกว่าทัศนียภาพด้านนั้นค่อนข้างดี ฉันไปด้านนั้นกับโก่วหงหยุนก่อนแล้วกัน” 

 

       หลังจากนั้นเขาก็หยิบกล่องข้าว และอาหารบางอย่างพร้อมกับพาแฟนสาวเดินออกไปจากที่นั่ง หลี่โม่ฟ๋านยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย เขารีบกินให้เสร็จ หลังจากนั้นก็พูดว่า “ฉันกินอิ่มแล้ว ลูกพี่ลาก่อน”

 

       หลังจากนั้นก็หันหลังออกไปไม่เห็นแม้แต่เงา ในที่สุดทั้งโต๊ะ ก็เหลือแค่เย่รั่วเซวี่ยกับฉันสองคนที่นั่งมองหน้ากัน

 

       ซึ่งนี่ยิ่งทำให้ฉันเคอะเขินขึ้นไปอีก แต่ไหนแต่ไรมาฉันไม่เคยอยู่กับผู้หญิงสองต่อสอง มองเย่รั่วเซวี่ยที่อยู่ข้างๆ ทันใดนั้นฉันก็ปลุกความกล้าหาญขึ้นมา แล้วกุมมือเธอไว้

 

       เย่รั่วเซวี่ยตะลึงงันเล็กน้อย ใบหน้าที่สวยงามนั้นแดงเป็นเลือดฝาด แต่กลับไม่ปฏิเสธ และก็กุมมือไว้เหมือนกันกับฉัน มือของเราทั้งสองกุมไว้ด้วยกันอย่างแน่น

 

       มือของเธอนุ่มลื่นเหลือเกิน กุมไว้ในมือแล้วทำให้ฉันรู้สึกสบายใจเป็นที่สุด มองใบหน้าน้อยๆ นั้นของเย่รั่วเซวี่ย ฉันปริปากพูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นเทา “เย่รั่วเซวี่ย จริงๆ แล้วฉันชอบเธอมากๆ”

 

       เสียงของฉันเบาลง แต่ว่าเย่รั่วเซวี่ยต้องได้ยินแน่นอน เธอพยักหน้าเบาๆ และไม่พูดอะไรทั้งนั้น ไม่ได้พูดว่าตกลงหรือไม่ตกลง ก็แค่กุมมือฉันไว้แน่นยิ่งขึ้น

 

       ใจฉันก็ไม่รู้ว่าเย่รั่วเซวี่ยจะตกลงหรือไม่ ยังคงไม่ตอบตกลง จริงๆ แล้วฉันก็ไม่เคยมีประสบการณ์คบกับผู้หญิงมาก่อน ดูท่าทางของเยรั่วเซวี่ย ใจฉันก็ยิ่งสับสน

 

       “เธอจะตกลงไหม ไม่ตกลงก็ไม่เป็นไร” ฉันปริปากพูดด้วยความลำบากใจ ถึงแม้ฉันหวังที่จะให้เย่รั่วเซวี่ยตอบตกลงมาก แต่หากเธอไม่ตกลง ฉันก็ไม่มีทาง และฉันจะไม่ขอร้องเธอด้วย นี่คือศักดิ์ศรีของฉัน

 

       “นายนี่มันท่อนไม้จริง!” เธอมองท่าทางฉัน แล้วก็พูดด้วยความโกรธ หลังจากนั้นก็บิดแก้มฉันอย่างดุดันหนึ่งที แล้วก็หันหน้าพูดเบาๆ ว่า “ฉันตกลง”

 

       “จริงเหรอ” ฉันพยักหน้าด้วยสีหน้าที่ตื่นเต้น ร่างกายสั่งเทาเล็กน้อย คิดไม่ถึงว่าเย่รั่วเซวี่ยจะตอบตกลงจริง มองใบหน้าที่ทั้งงดงามและน่ารักของเธอ ฉันมีความรู้สึกตื่นเต้นในใจอย่างที่พูดไม่ออก

 

       เย่รั่วเซวี่ยมีรูปร่างบอบบาง นิสัยอ่อนโยนน่ารัก ตอนนี้คิดไม่ถึงว่าจะกลายเป็นแฟนสาวของฉันแล้ว ฉันรู้สึกว่าตนเองนั้นมีความสุขเสียเหลือเกิน

 

       “มันเยี่ยมสุดๆ ไปเลย” พอพูดจบ ก็คิดไม่ถึงว่าฉันจะโอบเย่รั่วเซวี่ยไว้ในอ้อมอกอย่างหุนหันพลันแล่น รู้สึกถึงรูปร่างที่บอบบางของเธอได้ชนเข้าที่อ้อมอกฉัน ฉันรู้สึกว่าใจฉันมันสั่นระรัว

 

       “อันธพาล!” เย่รั่วเซวี่ยพยายามดิ้นรนออกมาจากอ้อมอกฉัน ดวงตาคู่นั้นเผยอาการเขินอายปนโกรธพลางพูดว่า “นายมันอันธพาลจริงๆ เมื่อกี้ที่ฉันตกลงไปถือว่ายกเลิก”

 

       “เห้ย เธออย่าทำอย่างนี้สิ ฉันก็แค่ล้อเล่นน่ะ” ฉันพูดด้วยอาการตกใจจนหน้าซีด ใบหน้านั้นเผยถึงความสับสนอย่างยิ่ง ฉันคิดไม่ถึงว่าแค่ฉันควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ กลับทำให้เย่รั่วเซวี่ยโกรธเช่นนี้

 

       ฉันรีบพูดว่า “ฉันผิดไปแล้ว เรื่องที่เธอตกลงกับฉันแล้วอย่ากลับคำสิ”

 

       “เห้อ” เย่รั่วเซวี่ยมองฉันที่มีท่าทางร้อนรนแล้ว ทำให้ความไม่สบายใจนั้นของเธอได้หายไป แต่ทว่าเธอยังคงหันหลัง และมีท่าทางที่ไม่อยากจะสนใจฉัน

 

       ซึ่งนี่ยิ่งทำให้ใจฉันนั้นวิตกกังวลขึ้น ฉันเริ่มโกรธตัวเอง เมื่อกี้ทำไมถึงทำเช่นนี้ เดิมทีเรื่องก็กำลังดีอยู่แล้ว คาดไม่ถึงว่าถูกฉันทำให้พัง นึกถึงตรงนี้แล้ว สีหน้าฉันบิดเบี้ยว

 

       “พอแล้ว นายอย่าทำอย่างนี้สิ ครั้งนี้ฉันตกลงแล้ว แต่ทว่าต้องมีช่วงทดสอบช่วงหนึ่ง” เย่รั่วเซวี่ยพูดด้วยท่าทางเอาแก่ใจ

 

       “ได้” ฉันมองอย่างดีอกดีใจ

 

       “ยังมี ถึงฉันจะตกลงคบกับนายแล้ว นายก็ไม่ควรประกาศออกไปในชั้นเรียน” เย่รั่วเซวี่ยพูด

 

       “ทำไมล่ะ?” ฉันถามด้วยความประหลาดใจ

 

       “อย่างไรก็ตาม ก็คือไม่ได้” เย่รั่วเซวี่ยมองฉันด้วยสายตาที่ดุดั่งกับเสือ หลังจากนั้นก็ค่อยๆ อธิบายว่า “พ่อฉันไม่ให้มีความรักในวัยเรียน หากนายไม่ตกลง ฉันก็ไม่สามารถคบกับนายได้”

 

       “ได้ ฉันตกลง” ฉันรีบพูด เวลานี้ฉันถูกความรักทำให้ตาบอด สำหรับคำขอของเย่รั่วเซวี่ย ฉันก็ตอบตกลงไปอย่างมีจิตสำนึก

 

       “งั้นฉันจะคอยดูพฤติกรรมของนายแล้วกัน ฉันกินเสร็จแล้ว พวกเราไปกันเถอะ” เย่รั่วเซวี่ยพูดอย่างยิ้มแย้ม ฉันพยักหน้าแล้วรีบเดินตามไปข้างๆ เธอ เดิมทีฉันอยากที่จะจูงมือเธอ แต่ลังเลอยู่พักใหญ่ก็ยังคงไม่กล้า

 

       เพราะว่าวันนี้ตอนเที่ยงที่ทานข้าวในโรงอาหาร ฉันจึงไม่ได้กลับบ้าน ดังนั้นจึงเดินเล่นกับเย่รั่วเวซวี่ย เย่รั่วเซวี่ยก็เป็นนักเรียนที่ไปกลับเหมือนกัน เวลานี้ก็ไม่มีทางกลับหอพักได้

 

       พวกเราทั้งสองเริ่มนั่งคุยกันอยู่ใต้ร่มไม้

 

       “จางเว่ย เมื่อก่อนเคยมีผู้หญิงสารภาพรักนายไหม?” ทันใดนั้นเย่รั่วเซวี่ยก็ถามขึ้น

 

       “จะเป็นไปได้ยังไง ไม่มีแน่นอน” ฉันยักไหล่พลางพูด คนอย่างฉัน ตั้งแต่เล็กจนโตแค่เพื่อนผู้หญิงสักคนยังไม่มีเลย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องสารภาพรักเลย

 

       “เห้อ เช่นนี้ฉันคบกับนายก็เสียเปรียบจริงๆ แล้วสิ ฉันตัดสินใจเลิกกับนาย” เย่รั่วเซวี่ยส่ายหน้าอย่างภาพภูมิใจ น้ำเสียงก็ช่างน่ารักเหลือเกิน

 

       “อย่า จริงๆ แล้วตอนที่ฉันอยู่ม.ต้นก็ฮอตเหมือนกัน นักเรียนหญิงครึ่งห้องเคยสารภาพรักกับฉัน” ฉันพูดด้วยวิธีการแบบนี้อย่างภาคภูมิใจ

 

       “งั้นก็ยิ่งไม่ได้ นายนี่มันหลายใจจริงๆ”

 

       “เธอต้องการให้ฉันทำยังไงกันแน่ นี่มันผีหลอกชัดๆ”

 

       “ฉันไม่สน อย่างไรก็ตามหลังจากนี้นายจักต้องฟังฉัน”

 

       “ได้”

 

 

Author Glory Forever