มิติใหม่ของพื้นที่อ่านนิยาย จัดเต็มแบบล้นคลัง ทั้งนิยายแปลจีน ญี่ปุ่นและไทย เฟ้นหาทุกหมวดคุณภาพให้ทุกคนได้อ่านกันฟินๆ พร้อมอ่านฟรีจำนวนมาก!! อย่ารอช้า! รีบสมัครสมาชิกมาเปิดประสบการณ์ความสนุก พร้อมระเบิดความมันส์ ผ่านการอ่านไปพร้อมกันได้ที่ อ่านนิยายด็อทเน็ต  

อ่านนิยาย เล่มที่ 6 ตอนที่ 155 ไม่ผิดหวัง

        ในขณะที่หลิ่วจิ้งค่อยๆ หมดหวังลงทุกที ทันใดนั้นเองจางฉวนก็ก้าวออกมาจับแขนป้าจ้าวไพล่หลัง ทั้งยังเรียกอู๋กังออกมาช่วยอีกแรงด้วย

        “บังอาจ พะ…พวกเจ้าไม่รู้หรือว่าข้าเป็นคนของฮูหยินผู้เฒ่า พวกเจ้ากล้าแตะต้องข้าก็คือกล้าแตะต้องฮูหยินผู้เฒ่า ข้าก็อยากดูนักว่าพวกเจ้าคนใดที่เบื่อชีวิตไม่อยากอยู่ต่อแล้ว” ป้าจ้าวมองจางฉวนอย่างไม่เชื่อสายตา

        อู๋กังถูกจางฉวนร้องเรียกจึงเดินเข้ามาตามสัญชาตญาณ ตอนที่เขากำลังจะลงมือก็กลับได้ยินคำของป้าจ้าว จึงเกิดความลังเลและยั้งมือเอาไว้

        จางฉวนคนเดียวไม่อาจควบคุมป้าจ้าวที่ยามนี้ขัดขืนเหมือนคนบ้า เขาหันไปมองอู๋กังอย่างเกรี้ยวกราด “อู๋กัง ไม่ยอมฟังคำสั่งของผู้เป็นนาย เจ้าอยากถูกไล่ออกจากจวนหรือ”

        อู๋กังยังคงลังเล เห็นว่าจางฉวนกำลังหมุนไปมากับป้าจ้าว ป้าจ้าวออกแรงขัดขืนเต็มแรง จนจางฉวนไม่อาจควบคุมนางไหวจริงๆ 

        ในขณะที่จางฉวนกำลังตกที่นั่งลำบากอยู่นั้น คนผู้หนึ่งก็พุ่งตัวเข้ามาจากนอกห้องครัว ไม่รู้ใช้วิธีใดแค่ขยับตัวไม่กี่หนก็เอาเชือกมัดผักในห้องครัวมัดมือป้าจ้าวไพล่หลังเรียบร้อย ป้าจ้าวจึงขยับตัวไม่ได้อีกต่อไป

        “เจ้า นำทางไป ห้องเก็บฟืนอยู่ที่ใด” ผู้ที่มาใหม่เอ่ยปากกับจางฉวน

        หลิ่วจิ้งมองคนที่มา นางทั้งประหลาดใจและดีใจ คนที่มาก็คือเฉินเหยียน ยังไม่ต้องสนใจว่าเหตุใดเฉินเหยียนจึงมาที่นี่ แต่การปรากฏตัวของเขาช่วยหลิ่วจิ้งได้มากจริงๆ

        จางฉวนเองก็มีสีหน้าสงสัย ไม่รู้ว่าเจ้าเด็กที่มีฝีมือดียิ่งกว่าเขาผู้นี้มาจากที่ใด เขาเอ่ยกับเฉินเหยียนด้วยความนับถือว่า “ผู้กล้าเชิญตามข้าน้อยไปทางนี้ขอรับ” เขาพูดพลางเดินไปในทิศทางของห้องเก็บฟืน

        หลิ่วจิ้งหันไปพยักหน้าให้เฉินเหยียน “ไม่ต้องกลัว เอาตัวป้าจ้าวไปขังไว้ในห้องเก็บฟืน”

        เฉินเหยียนกลอกตาขาว กลัวหรือ หากเขากลัวก็คงไม่ลงมือแล้ว ฮูหยินอายุน้อยผู้นี้ตัวนางเองไม่ต้องกลัวจึงจะถูก

        ป้าจ้าวเห็นว่าคนที่มาจะเอานางไปส่งที่ห้องเก็บฟืนจริงๆ ก็ตกใจหน้าซีดเผือดไปเสียตั้งนานแล้ว ตัวนางก็ยังคงดิ้นรนอยู่ตลอด นางโกรธเสียจนเกือบเป็นลมล้มพับไป

        นางไม่รู้ว่าก่อนที่ฮูหยินผู้เฒ่าจะรู้เรื่อง นางจะต้องเจ็บเนื้อเจ็บตัวหรือไม่ นางอาศัยบารมีของฮูหยินผู้เฒ่ามาตั้งหลายปี ใช้ชีวิตเช่นคนเป็นนายครึ่งหนึ่ง แล้วจะเสียหน้าเช่นนี้ได้อย่างไร นางทนรับกับการเปลี่ยนแปลงมากมายเช่นนี้ไม่ได้ พลันโมโหจนหมดสติไป

        หลิ่วจิ้งมองเฉินเหยียนและจางฉวนคุมตัวป้าจ้าวเดินไปที่ห้องเก็บฟืน แล้วหันมองพวกของอู๋กังที่ยังคงยืนแข็งทื่ออยู่ข้างๆ ก่อนจะยิ้มเย็นออกมา

        “พวกเจ้าทำงานต่อไปเถิด เป็นบ่าวที่ภักดีเสียจริงๆ แต่วันนี้ฟ้าเปลี่ยนสีแล้ว ยังไม่รู้สำนึกอีก”

        นางคร้านจะไปมองพวกเขาอีก พูดลอยๆ ทิ้งท้ายไว้ประโยคหนึ่ง ก่อนจะก้าวเท้าจากไป ทิ้งพวกเขาทั้งสี่คนให้อกสั่นขวัญผวาอยู่ในห้องครัว ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดี

        ป้าหวังใหญ่เดินไปมาในห้องครัวหลายรอบ ตัดสินใจว่าจะต้องไปรายงานต่อฮูหยินผู้เฒ่า นางเชื่อว่ามีฮูหยินผู้เฒ่าอยู่ ฮูหยินย่อมไม่อาจมาลงโทษพวกนางได้

        หลิ่วจิ้งเพิ่งเอาตัวป้าจ้าวไปขังในห้องเก็บฟืนได้ไม่นาน ฮูหยินผู้เฒ่าก็รู้เรื่องจากป้าหวังใหญ่แล้ว

        ฮูหยินผู้เฒ่าเพิ่งตื่น ป้าจ้าวยังไม่ทันเข้ามาช่วยนางเปลี่ยนเสื้อผ้า กลับเป็นป้าหวังใหญ่มาหาแทน พอฟังเรื่องที่ป้าหวังใหญ่เล่าจนจบ นางก็ไม่พูดสักคำ เอาแต่หมุนสร้อยประคำในมือไม่ยอมหยุด

        ป้าหวังใหญ่ตกใจจนพูดไม่ออก ได้แต่รออยู่ข้างๆ ไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัว

        ฮูหยินผู้เฒ่าสีหน้าหม่นหมองนัก อยากจะไล่หลิ่วจิ้งออกไปจากจวนเสียเดี๋ยวนี้ แต่ตอนนี้นางไม่อาจขัดแย้งกับหั่วอี้ นางเป็นคนที่อาบน้ำร้อนมาก่อน จึงมองออกนานแล้วว่าหั่วอี้รู้สึกกับหลิ่วจิ้งต่างจากคนอื่นๆ คนเป็นแม่เช่นนาง หากไล่หลิ่วจิ้งออกจวนไปด้วยตนเองก็เกรงว่าจะทำให้เกิดช่องว่างระหว่างหั่วอี้กับนาง ฉะนั้นต่อให้นางจะโมโหอีกสักเท่าใด อีกทั้งป้าจ้าวก็ทำผิดอย่างชัดเจน นางจึงไม่อาจปล่อยป้าจ้าวออกมาอย่างเปิดเผย

        อีกประการ นางเองก็ทนรับเรื่องทำนองบ่าวลามปามนายไม่ได้เป็นที่สุดเช่นกัน แม้ป้าจ้าวจะปรนนิบัตินางมาตั้งแต่เล็ก แต่เรื่องที่บ่าวคิดเป็นนาย ทำเรื่องที่คนเป็นนายทำ เห็นทีว่านางก็คงยอมปล่อยให้มีไม่ได้

        ทว่าหากไม่ปล่อยป้าจ้าวออกมา จะไม่เท่ากับเสียท่าให้นังสตรีผู้นั้นหรอกหรือ นางคิดว่านางเป็นฮูหยินในจวนจริงๆ แล้ว

        ฮูหยินผู้เฒ่าขมวดคิ้วแน่น เรื่องนี้จัดการยากจริงๆ

        ป้าหวังใหญ่มองดูอยู่ทั้งแอบหวั่นใจ นางนึกว่าพอฮูหยินผู้เฒ่าได้ยินเรื่องที่นางมารายงาน ก็มิใช่จะสั่งการในทันทีว่าให้ฮูหยินปล่อยคนออกมาหรอกหรือ? เหตุใดฮูหยินผู้เฒ่ายังคงลังเลอยู่ หรือว่าฮูหยินเป็นคนที่แตะต้องไม่ได้จริงๆ

        เมื่อคิดถึงตรงนี้ป้าหวังใหญ่ก็เหงื่อแตกไปทั้งตัว หากเป็นจริงดังว่าเช่นนั้นพวกนางก็…

        ป้าหวังใหญ่ไม่กล้าคิดต่อไป หันมองฮูหยินผู้เฒ่าอีกครั้ง หวังเหลือเกินว่าฮูหยินผู้เฒ่าจะออกหน้าให้พวกนาง

        พักใหญ่จากนั้น ฮูหยินผู้เฒ่าจึงมองป้าหวังใหญ่ด้วยแววตาดำมืด “เจ้าไปที่เรือนฮูหยินสักหน บอกว่าไหล่ข้ากำเริบอีกแล้ว ต้องให้ป้าจ้าวมานวดให้จึงจะได้ ระยะนี้ข้าจะอยู่ห่างจากป้าจ้าวไม่ได้ เรื่องโทษทัณฑ์ก็ให้รั้งรอไว้วันสองวันค่อยจัดการเถิด”

        “เจ้าค่ะ ฮูหยินผู้เฒ่า” ป้าหวังใหญ่ไม่เข้าใจ ทำเช่นนี้จะใช้การได้หรือ? ฮูหยินผู้เฒ่าไม่ได้สั่งให้ฮูหยินปล่อยคน แต่นี่กลับเป็นการหารือกับฮูหยินต่างหาก หรือจะเป็นดังที่ฮูหยินบอกว่าท้องฟ้าในจวนจะเปลี่ยนสีแล้ว?

        รอจนป้าหวังใหญ่จากไป ฮูหยินผู้เฒ่าจึงยิ้มเย็นยะเยือกออกมา องค์หญิงผู้นี้ถึงกับบังอาจ ไม่เว้นทั้งหน้าพระพระพักตร์พระพุทธ [1] กล้ามาแตะต้องคนของนาง องค์หญิงต้องการจะเป็นปรปักษ์กับนางให้จงได้ ในเมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ดี มาคอยดูกัน

        ตอนนี้เองป้าหวังใหญ่จึงเพิ่งเกิดความกลัวฮูหยินขึ้นมา แม้แต่ฮูหยินผู้เฒ่าก็ยังต้องเกรงใจนาง เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นก็ยังทำอะไรฮูหยินไม่ได้ ไม่รู้ว่าฮูหยินจะมาตามคิดบัญชีเอากับพวกนางในภายหลังหรือไม่

        ป้าหวังใหญ่คิดพลางเร่งเดินไปที่เรือนของหลิ่วจิ้ง

        ยามนี้หลิ่วจิ้งกำลังปลอบอวี้จิ่นอยู่ในห้องนอน หลังจากล้างตัวเปลี่ยนเสื้อผ้า ก็ต้องใช้เวลาสักพักกว่าอวี้จิ่นจะทำตัวเรียบร้อยและมาดูแลรับใช้หลิ่วจิ้งได้

        “ลำบากเจ้าแล้วอวี้จิ่น เมื่อผ่านเรื่องนี้ไป คิดว่าเจ้าคงจะเข้าใจยิ่งขึ้นว่าพวกเราจำเป็นต้องแข็งแกร่งขึ้น หาไม่แล้วเรื่องทำนองนี้พอมีหนึ่งก็จะมีหนสอง กระทั่งต้องปล่อยให้คนเขาฆ่าแกงโดยไร้เรี่ยวแรงจะตอบโต้”

        ทั้งที่หลิ่วจิ้งเอ่ยให้อวี้จิ่นฟังแท้ๆ แต่สายตานางกลับเหลือบไปมองอิ๋งเหอที่กำลังช่วยเช็ดผมให้อวี้จิ่น

        “ฮูหยินเจ้าคะ ท่านว่าฮูหยินผู้เฒ่าจะออกหน้ามาขอคนคืนหรือไม่เจ้าคะ? ยังมีเจ้าเด็กเฉินเหยียนนั่นอีก ไม่รู้ว่าจะมีอันตรายใดหรือไม่”

        อวี้จิ่นไตร่ตรองคำพูดของหลิ่วจิ้ง เมื่อลำดับเรื่องราวในใจได้ ก็เกิดเป็นห่วงความปลอดภัยของเฉินเหยียนขึ้นมา

        “ไม่ต้องกลัว วันคืนที่พวกเราต้องอดทนก็นานเกินไปแล้ว ถึงเวลาที่ต้องเริ่มทำบางสิ่งได้แล้ว เฉินเหยียนเป็นข้าพากลับมา ต่อให้ต้องสละชีวิตก็จะไม่ยอมให้ผู้อื่นแตะต้องเขา” หลิ่วจิ้งคล้ายว่าตัดสินอย่างแน่วแน่แล้ว

        พูดถึงโจโฉ โจโฉก็มา เฉินเหยียนช่วยจางฉวนเอาตัวป้าจ้าวไปขังไว้ที่ห้องเก็บฟืนเรียบร้อยแล้ว พอนึกถึงจุดประสงค์ที่เขามาได้ก็รีบหันหลังมุ่งหน้าไปที่ห้องนอนของหลิ่วจิ้ง คนยังไม่ทันถึง แต่คนที่มีความสามารถพิเศษในการได้ยินเช่นเขาก็ได้ยินบทสนทนาของอวี้จิ่นและหลิ่วจิ้งแล้ว

        ใจเขาอบอุ่นขึ้นมาทันตา ยิ่งทำให้ความคิดที่เขาจะติดตามหลิ่วจิ้งนั้นหนักแน่นมั่นคงยิ่งกว่าเดิม

        “ฮูหยิน” เฉินเหยียนยืนทักทายหลิ่วจิ้งอยู่ที่หน้าประตูห้องนอน แต่กลับไม่ได้พูดต่อ

        หลิ่วจิ้งคุ้นเคยกับคำพูดห้วนๆ ของเฉินเหยียนนานแล้ว พอนางได้ยินจึงเดินออกไป

        “เข้ามาพูดกันในห้อง” นางกวักมือเรียกอีกฝ่าย แต่เฉินเหยียนกลับยังยืนกรานไม่เข้าห้อง เพียงหยิบปิ่นอุบะทองรูปหงส์สยายปีกออกมาจากอกเสื้อ “เช้าวันนี้ฮูหยินทำสิ่งนี้ตกไว้ที่เรือนมู่หยวน ข้าน้อยกังวลว่าฮูหยินจะจำเป็นต้องใช้ จึงรีบนำมาส่ง” เขาว่าพลางเอื้อมมือออกมามอบปิ่นอุบะทองให้หลิ่วจิ้ง

        _____________________________

เชิงอรรถ

        [1] หน้าพระพระพักตร์พระพุทธ มาจากสำนวนเต็มว่า ไม่เห็นแก่หน้าพระก็ต้องไว้พระพักตร์พระพุทธ หมายถึงต้องรู้จักไว้หน้าแก่ผู้มีอำนาจ ผู้หลักผู้ใหญ่

Author Jinovel