มิติใหม่ของพื้นที่อ่านนิยาย จัดเต็มแบบล้นคลัง ทั้งนิยายแปลจีน ญี่ปุ่นและไทย เฟ้นหาทุกหมวดคุณภาพให้ทุกคนได้อ่านกันฟินๆ พร้อมอ่านฟรีจำนวนมาก!! อย่ารอช้า! รีบสมัครสมาชิกมาเปิดประสบการณ์ความสนุก พร้อมระเบิดความมันส์ ผ่านการอ่านไปพร้อมกันได้ที่ อ่านนิยายด็อทเน็ต  

อ่านนิยาย เล่มที่ 6 บทที่ 163 สถานบรรพชนแห่งตระกูลหลิน

         เขตเมืองเก่าของหลินโจว ก่อนเกิดภัยพิบัติล้างโลกนั้นเคยเป็นเขตเมืองหลักของหลินโจวมาก่อน ทว่าเพราะเหตุการณ์ภัยพิบัติล้างโลกจึงถูกทำลายลง ที่นี่อยู่ห่างจากเมืองหลินโจวที่แท้จริง ไปประมาณสามสิบลี้ได้

        ยามนั้นบรรพบุรุษตระกูลหลินก็เฟื่องฟูขึ้นจากที่นี่ แล้วค่อยๆ เดินไปยังเมืองหลินโจวทีละย่างก้าว และสร้างตระกูลหลินขึ้นมาด้วยมือเดียว กินเวลาต่อเนื่องไปกว่าสองร้อยปีเต็มๆ  ที่นี่จึงกลายเป็นถิ่นบรรพบุรุษของตระกูลหลินนั่นเอง

        หลังจากคลื่นขบวนทัพอสูรคราก่อน ตระกูลหลินจึงส่งคนมาบูรณะสถานบรรพชนใหม่

        อาวุโสสี่หลินอี้หลี่นำพาเหล่าตระกูลหลินตั้งมั่นพำนักอยู่ที่นี่ ยามนี้คนตระกูลหลินในสถานบรรพชน  เมื่อรวมเหล่าลูกหลานและรุ่นใหญ่ ผนวกกับเหลือเครือญาติที่แตกแยกออกไปก็นับได้เพียงร้อยคนเท่านั้น และในบรรดาพวกเขามีทั้งคนชราและเด็กอยู่ไม่น้อย

        หลินอี้หลี่ยืนบนบริเวณสูงพลางทอดมองออกไป ความทุกข์ใจฉายชัดเต็มใบหน้า เนื่องด้วยสภาพการณ์ตึงเครียดต้องคอยระวังตัวเป็นเวลาต่อกันมาเนิ่นนาน อาวุโสหลินอี้หลี่ที่ชราภาพอยู่แล้วก็ยิ่งแก่ลงอีกเท่าตัว

        ช่วงเวลาที่ผ่านมา หลินอี้หลี่ไม่เคยนอนหลับดีๆ ลงสักครั้ง

        โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารพัดข่าวเกี่ยวกับตระกูลเลี่ยวที่แพร่สะพัดจากหลินโจว แรกเริ่มคือใช้ประโยชน์จากตระกูลชื่อเหยียนที่เสื่อมอำนาจลง เข้าครอบครองเมืองหลินโจวกว่าครึ่ง หากก่อนหน้านี้ตระกูลเลี่ยวและสาขาลัวซาจะร่วมมือกัน ทำการแย่งชิงการครองอำนาจเขตเมืองที่เหลือกับสาขาเสวียนหลิงและซานเจว๋แห่งสำนักเทียนซิงละก็ คงสร้างความเดือดร้อนแก่ตระกูลหลินแล้วเป็นแน่

        ความหวังสูงสุดของหลินอี้หลี่คือหลังจากสาขาเสวียนหลิงและสาขาซานเจว๋ร่วมมือกันแล้ว จะสามารถตรึงอำนาจตระกูลเลี่ยวและสาขาลัวซาไว้ได้ มีเพียงวิธีนี้ตระกูลเลี่ยวถึงจะหันเหความสนใจมาสร้างความเดือดร้อนแก่ตระกูลหลินได้ยากขึ้น

        ทว่าไม่นานมานี้กลับมีข่าวร้ายออกมา สาขาซานเจว่ที่เคยร่วมมือกับสาขาเสวียนหลิง ได้เริ่มรามือไปจากเรื่องนี้แล้ว รองเจ้าสาขาแห่งสาขาซานเจว๋ก็ได้ติดต่อทางตระกูลเลี่ยวอยู่บ่อยครั้ง

        เกรงว่าคงอีกไม่นาน สาขาซานเจว๋จะย้ายมาฝั่งตระกูลเลี่ยว ถึงวาระนั้นจะเหลือเพียงสาขาเสวียนหลิงเพียงหนึ่งเดียว ท่ามกลางสภาพต้นไม้โดดเดี่ยวยากค้ำจุนนั้น ต้องถูกอำนาจของตระกูลเลี่ยวและพรรคพวกกลืนกินไปแน่นอน

        ถึงเวลานั้นก็เท่ากับว่าตระกูลเลี่ยวจะเป็นผู้ปกครองชีวิตทั้งหลินโจวแล้วนั่นเอง

        หลินอี้หลี่เคยคิดเช่นกัน ว่าจะพาคนตระกูลหลินหนีไปจากหลินโจว ทว่าคนชราและเด็กค่อนข้างมาก ไม่ต้องพูดถึงเดินทางไปอีกเมืองที่ห่างอีกหกร้อยลี้เลย แค่เดินออกจากเมืองหลินโจวได้ถึงหนึ่งร้อยลี้ได้ก็นับว่าโชคดีเป็นอย่างยิ่งแล้ว

        คิดไปคิดมา หลินอี้หลี่ก็ยังคิดหาหนทางไม่ออก ความกังวลในแต่ละวันกัดกินเขาจนผ่ายผอม

        ยามนี้ ร่างคนกลุ่มหนึ่งปรากฏอยู่ลิบตา ควันหนาทึบมาพร้อมกับฝีเท้าหนักๆ  ดุจทัพทหารอาชา เนื่องด้วยควันที่แน่นหนาทำให้ยากจะเห็นคนที่กำลังมาได้ชัด ทว่าเสียงแบบนี้ เห็นชัดว่าต้องเป็นกลุ่มกองกำลังแข็งแกร่งขนาดใหญ่แน่นอน

        หลินอี้หลี่หน้าซีดเผือด ลอบกรีดร้องในใจอย่างไม่ได้การ ท้ายที่สุดผลลัพธ์อันเลวร้ายยังเกิดขึ้นจนได้

        ถ้าซ่อนได้ก็รีบซ่อนไป

        หลินอี้หลี่พุ่งกลับมายังสถานบรรพชนตระกูลหลินพลางตะโกนบอกทุกคน “ตระกูลเลี่ยวส่งคนมาแล้ว รีบหนี…ไม่สิ ไม่ต้องหนีแล้ว หาสักที่ซ่อนตัว ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น อย่าได้ออกมาเด็ดขาด

        ชั่วพริบตา สถานบรรพชนตระกูลหลินพลันวุ่นวายทันใด ต่างคนต่างวิ่งหาที่หลบซ่อนตัว

        หลินอี้หลี่กัดฟัน ในที่สุดก็ยังเลือกยืนอยู่หน้าประตูใหญ่ ช่วงเวลานี้เขาคิดเป็นอย่างดีแล้ว ในสถานบรรพชนตระกูลหลินเขาคือคนที่แข็งแกร่งที่สุด หากเขาหลบไปด้วย เช่นนั้นโอกาสของคนที่เหลือจะรอดก็คงยิ่งน้อยลง

        อย่างไรเสียตนก็เป็นไม้ชราใกล้ฝั่ง หลินอี้หลี่จึงตัดสินใจยืนขวางหน้าประตูใหญ่ หากถ่วงเวลาไว้ได้สักนิดก็จะถ่วงให้ได้มากที่สุด

        เมื่อกอดความมุ่งมั่นเตรียมใจตายแล้ว หลินอี้หลี่จึงกระตุ้นเจินหยวนสุดพลัง สองหมัดบีบแน่น สายตาเขม็งจ้องเส้นทางใหญ่ไม่ละ เมื่อเห็นกลุ่มควันหนาขยับมาใกล้เรื่อยๆ  ใบหน้าของเขาก็ยิ่งแน่นตึง หัวใจราวกับค่อยๆ เคลื่อนไปจุกลำคอ

        ท่านพ่อ ข้ามาช่วยท่าน” ชายหนุ่มคนหนึ่งทะยานกายออกมา คนผู้นี้อายุประมาณยี่สิบห้าปีได้ การบำเพ็ญบรรลุถึงระดับฝึกร่างขั้นที่เก้า

        ใครใช้ให้เจ้าออกมา? กลับไปซะ!” ครั้นเห็นบุตรชายเพียงคนเดียวรีบวิ่งออกมา กระบอกตาของหลินอี้หลี่พลันแดงก่ำ หากแต่ก็ยังตะโกนใส่อยู่ดี

        ไม่!” ชายหนุ่มตอบกลับอย่างดื้อรั้น

        เจ้า…

        หลินอี้หลี่โกรธจนยกเท้าหมายเตะออกไป หากแต่ท้ายสุดก็ยั้งไว้ จึงกระทืบเท้าหนักๆ แทน อย่างไรเสียต่อให้เจ้าลูกคนเดียวหลบได้ แต่ความหวังที่จะรอดก็ไม่มากอยู่ดี อีกทั้งเจ้าเด็กนี่ยังมีจิตใจเข้มแข็ง นี่ทำให้หลินอี้หลี่ทั้งโกรธทั้งขณะเดียวกันก็โล่งใจไปบ้าง

        ควันหนาขยับใกล้ยิ่งขึ้น เสียงฝีเท้าหนักแน่นดังก้องประดุจฟ้าผ่า

        หลินอี้หลี่และลูกชายเกร็งไปทั้งตัว แม้รู้ดีว่าต้องตาย แต่ความรู้สึกก่อนใกล้ตายนั้นกลับเลวร้ายเสียจนไม่อยากรับรู้

        ทันใดนั้น ใจกลางควันหนาแน่นพลันปรากฏหัวอสูรรูปร่างพยัคฆ์ดูดุร้ายขึ้น เมื่อเห็นอสูรพยัคฆ์เหล่านี้ สีหน้าของหลินอี้หลี่และลูกชายพลันย่ำแย่ลงทันตา แม้พวกเขาจะไม่รู้จักอสูรพยัคฆ์เหล่านี้ ทว่าแค่อานุภาพที่แผ่ซ่านก็มากพอที่จะมองออกว่าพวกมันไม่ธรรมดา

        แม้มีจำนวนไม่มาก แต่สายตาของทุกตัวก็เต็มไปด้วยความฉุนเฉียว

        นี่ยังทำให้หลินอี้หลี่และบุตรชายสิ้นหวังยิ่งกว่าการมาของตระกูลเลี่ยวด้วยซ้ำ อย่างไรเสียตระกูลเลี่ยวก็ต้องส่งคนมา ตาดีตาร้ายพวกเขาอาจพอรับมือได้ชั่วคราว ถ่วงเวลาไว้ได้ชั่วขณะหนึ่ง ทว่าให้พวกเขามาลองเชิงกับอสูรเหล่านี้? พวกอสูรจะสนใจพวกเขาหรือไร?

        อีกทั้ง เหล่าอสูรยังมีประสาทรับกลิ่นอันน่าทึ่ง เกรงว่าคนตระกูลหลินที่หลบในสถานบรรพชนจะกลายเป็นอาหารของอสูรพวกนี้แทน

        อาวุโสสี่ ท่านมายืนทำอะไรหน้าประตู?”  น้ำเสียงอันคุ้นหูดังขึ้นจากระยะไกล

        อสูรพูดภาษาคนได้ หรือว่ามันจะฉลาดมากๆ กัน?

        หลินอี้หลี่และบุตรชายสติแตกกระเจิงทันที ใบหน้าที่ขาวซีดยิ่งซีดเผือดลงไปอีก ร่างกายเกร็งตึงเมื่อครู่อ่อนยวบเพราะความหวาดกลัว ร่างกายสั่นระริก สำหรับอสูรที่พูดภาษามนุษย์ได้ พวกเขาทั้งสองมิอาจคิดหาวิธีต้านทานมันได้แม้แต่น้อย

        ยามนี้ จู่ๆ อสูรพลันหยุดลงหน้าประตูใหญ่ห่างไปสิบจั้ง กลุ่มควันหนาแน่นก็หยุดลงตามเช่นกัน เมื่อฝุ่นควันอบอวลปลิวลงพื้น อสูรพยัคฆ์เนตรเขียวยี่สิบตัวจึงปรากฏแก่สายตา เมื่อเห็นคนที่นั่งหลังมันแล้ว หลินอี้ป๋อและบุตรชายต้องเบิกตาโพลงเท่าไข่ห่านไปทันที

        อาวุโสสี่  ไม่เจอกันแค่สองเดือน ไยแม้แต่พวกข้าก็จำไม่ได้แล้วหรือ?” หลินอี้ป๋อปัดฝุ่นบนตัวพลางกระโดดลงมาด้วยรอยยิ้ม

        ประ…ประมุข?

        หลินอี้หลี่ชี้หลินอี้ป๋อ แทบค้างไปเกือบครึ่งวันถึงปริปากพูดออกมาได้ จากนั้นจึงหันมองอสูรพยัคฆ์เนตรเขียว แล้วมองคนที่นั่งด้านบนอีกครั้ง คนเหล่านี้ไม่เปื้อนฝุ่นควันแม้แต่น้อย ต่างไปจากหลินอี้ป๋อที่เปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นเขม่าเต็มตัว

        ครั้นเห็นคนกลุ่มนี้ ความรู้สึกอัดอั้นบางอย่างที่อธิบายไม่ได้จุกขึ้นที่อกหลินอี้หลี่ ราวกับถูกหินก้อนใหญ่ทับไว้ก็มิปาน แม้แต่หายใจยังยากเกินไปด้วยซ้ำ

        ประมุข พวกท่าน…แล้วก็พวกเขา…” หลินอี้หลี่ถามด้วยความยากจะเข้าใจ ความสงสัยสุดขีดเต็มเปี่ยมดวงตา

        ลืมแนะนำให้เจ้าฟัง ทั้งสี่ท่านนี้คืออาวุโสแห่งตำหนักชิงเจียวทั้งสี่ ส่วนพวกเขาทั้งหมดคือผู้คุ้มกันของโม่เอ๋อร์” หลินอี้ป๋อกล่าว

        โม่เอ๋อร์? โม่เอ๋อร์ไหนกัน?” หลินอี้หลี่ชะงักไปครึ่งวันถึงจะได้สติตอบกลับมา

        ลุงสี่ ไม่เจอกันนานเชียว

        หลินโม่ที่ขี่อสูรอยู่หน้าสุดกระโดดลงมา พลางยกยิ้มเป็นการทักทายกับหลินอี้หลี่ ในบรรดาตระกูลหลิน หลินอี้หลี่คือคนที่ถือว่าปฏิบัติดีกับเขามาตั้งแต่เล็ก โดยปกติยามมีของอร่อยก็จะเหลือเก็บไว้ให้เขาตลอด

        หลินโม่…

        หลินอี้หลี่มองหลินโม่ด้วยความตกตะลึง อึดใจจากนั้นก็สาวเท้าขึ้นมาข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ก่อนมองหลินโม่หัวจรดเท้า “คราก่อนได้ยินมาว่าเจ้าหายสาบสูญ เลยคิดว่าเกิดเรื่องกับเจ้าแน่นอน ปลอดภัยก็ดี ปลอดภัยก็ดีมากๆ แล้ว

        จะคุยเรื่องอดีตก็ต้องเข้าในประตูก่อนแล้วค่อยคุย อาวุโสสี่ อย่าละเลยแขกผู้มีเกียรติ ทั้งสี่ท่านคืออาวุโสแห่งตำหนักชิงเจียว คนที่เหลือคือผู้คุ้มกันเจ้าตำหนักชิงเจียว ก็คือผู้คุ้มกันหลินโม่นั่นเอง” หลินอี้ป๋อรีบละล่ำละลักแนะนำตัวอีกรอบ

        อาวุโสแห่งตำหนักชิงเจียวและผู้คุ้มกัน?” ความฉงนใจฉายชัดบนหน้าหลินอี้หลี่

        พูดแล้วก็เรื่องยาว เจ้ามากับข้าก็แล้วกัน ข้าจะบอกเจ้าอย่างละเอียดเอง โม่เอ๋อร์ สถานบรรพชนเจ้าก็เคยมา ข้าจะไปพูดคุยกับลุงสี่เสียหน่อย หากเจ้ามีเรื่องอันใดต้องทำก็ทำไปก่อนเถิด” หลินอี้ป๋อบอกหลินโม่

        ข้าไม่รีบ ข้าจะเดินดูรอบสถานบรรพชาสักรอบ ไม่ได้มานานหลายปีแล้ว” หลินโม่มองสถานบรรพชาอันทรุดโทรมเก่าแก่ เขาจำได้คร่าวๆ ว่าสมัยยังเด็กในวันเซ่นไหว้บรรพบุรุษในทุกๆ ปี เขามักจะมาอยู่ที่นี่สักพักหนึ่งอยู่เสมอ

        ผ่านไปนานหลายปีแล้ว สถานบรรพชายังคงทรุดโทรมไม่เปลี่ยนไปจากเดิม

        เจ้าตำหนัก ที่นี่คือสถานที่เติบโตของท่านหรือ?” อาวุโสผมเงินถาม

        ถือว่าใช่ก็แล้วกัน” หลินโม่พยักหน้า

        อาวุโสผมเงินและพรรคพวกรู้สึกแปลกใจเกินคาด ในสายตาพวกเขา หลินโม่มีฝีมือแข็งแกร่งขนาดนี้ ย่อมต้องมาจากตระกูลที่มีอิทธิพลสูงสุดในหลินโจวเป็นแน่ แต่กลับไม่คิดว่าจะผกผันมาอยู่ในที่ชายขอบแห่งนี้

        หลังจากเดินสำรวจไปรอบหนึ่ง หลินโม่จึงเอ่ยกับอาวุโสผมเงิน “พวกเจ้าคอยอยู่ที่นี่สักพัก ข้าจะออกไปข้างนอกสักครู่แล้วกลับมา

        เจ้าตำหนัก ให้พวกข้าไปส่งท่านไหม?

        ไม่เป็นไร!

        หลินโม่พูดจบก็ทะยานออกนอกสถานบรรพชา อึดใจต่อมาก็หายไปจากสายตาของอาวุโสผมเงินและพวกพ้อง

        จากนั้น หลินอี้หลี่เดินออกมา นัยน์ตาเต็มไปด้วยความตกตะลึงและยากจะเชื่อสายตา ครั้นเห็นอาวุโสผมเงินและพรรคพวกยืนอยู่บริเวณลานบ้านแล้ว ท่าทีก็แปรเปลี่ยนเป็นความเคารพยำเกรง

        จอมยุทธ์ระดับกำเนิด…

        ทั้งยังไม่ใช่แค่หนึ่ง แต่เป็นทั้งกลุ่ม…

        สิ่งที่ทำให้หลินอี้หลี่ยากจะจินตนาการไปได้อีกคือ คนเหล่านี้ล้วนฟังคำสั่งของหลินโม่ทั้งสิ้น

Author Glory Forever