มิติใหม่ของพื้นที่อ่านนิยาย จัดเต็มแบบล้นคลัง ทั้งนิยายแปลจีน ญี่ปุ่นและไทย เฟ้นหาทุกหมวดคุณภาพให้ทุกคนได้อ่านกันฟินๆ พร้อมอ่านฟรีจำนวนมาก!! อย่ารอช้า! รีบสมัครสมาชิกมาเปิดประสบการณ์ความสนุก พร้อมระเบิดความมันส์ ผ่านการอ่านไปพร้อมกันได้ที่ อ่านนิยายด็อทเน็ต  

อ่านนิยาย เล่มที่ 6 บทที่ 164 ตกสู่ความสิ้นหวัง

         ณ สำนักเทียนซิง ชายหนุ่มคนหนึ่งสาวเท้าไปเบื้องหน้า ทุกย่างก้าว เขาจะเคลื่อนกายไปไกลกว่าสิบจั้ง ดูภายนอกเหมือนช้า หากแต่ความเร็วที่แท้จริงกลับเร็วจนน่าตกใจ ผู้คนที่สัญจรผ่านจึงเห็นเพียงเงาคนกะพริบผ่านไปเท่านั้น

        กลับมาเยี่ยมเยือนสำนักเทียนซิงอีกครั้ง ในใจหลินโม่เต็มไปด้วยความรู้สึกมากมาย

        สิบหกปีที่อยู่ในเมืองหลินโจว ช่วงเวลาที่อยู่สำนักเทียนซิงนั้น ทำให้หลินโม่ประทับใจอย่างล้ำลึกมากที่สุด ที่นี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาเดินทางไปมณฑลซางไห่ และเป็นสถานที่แรกเริ่มที่เขาก้าวสู่วิถีการบำเพ็ญอย่างแท้จริง

        จากไปเพียงสามเดือน แต่หลินโม่กลับรู้สึกเหมือนจากไปเนิ่นนาน เห็นทุกสิ่งอันคุ้นเคย ทว่ากลับรู้สึกแปลกไปเสียได้ บางทีอาจเป็นเพราะผ่านอะไรมามากมาย หลังจากกลับมาจุดแรกเริ่มแล้วมองทุกอย่างอีกครา ทั้งคนทั้งสภาพแวดล้อมแม้ยังเหมือนเดิม แต่กลับให้ความรู้สึกที่ต่างไปแล้ว

        หลังจากทอดน่องในสายนอกอยู่ครู่หนึ่ง หลินโม่จึงเดินมาถึงสาขาลัวซา

        ตอนนั้นเหลิงอู่เหยียนทำเพื่อหลินโม่ จึงถูกทำร้ายบาดเจ็บสาหัส และหลินโม่ก็ทำเพื่อเหลิงอู่เหยียน บุกเข้าสาขาลัวซา ทะลวงตั้งแต่หน้าประตูใหญ่เข้าไปถึงส่วนลึก และเพราะเหตุการณ์นี้จึงทำให้เขาทะลวงระดับหลอมปราณ

        เห็นเหล่าศิษย์ที่ผ่านไปมา ในบรรดานั้นยังมีบางใบหน้าที่ติดในความทรงจำ หลินโม่ขยับกาย ทะยานไปยังส่วนลึกของสาขาลัวซา

        เมื่อยืนมั่นบนบริเวณสูงสุดของสาขาลัวซาแล้ว หลินโม่ทอดมองตำหนักใหญ่ไกลตาแห่งนั้น ในตำหนักมีชายวัยกลางคนคนหนึ่งยืนอยู่ กำลังถ่ายทอดวรยุทธ์แก่เหล่าหัวกะทิของสาขาลัวซา

        ในบรรดาคนกลุ่มนั้น มีหญิงสาวหน้าตางดงามคนหนึ่งกำลังนั่งข้างๆ

        เฟิงหลิงเหยียน!

        ทั้งสองรู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก เรียกได้ว่าเป็นคนรู้จักมักจี่กันมานาน ทว่าด้วยเรื่องราวมากมาย ในที่สุดทั้งสองก็กลายเป็นคนแปลกหน้าต่อกัน ยามนี้เมื่อหลินโม่หวนมองอีกครั้ง ใจเขาก็สงบลงมาก จนยากจะเกิดความรู้สึกเหมือนคลื่นถาโถมแล้ว

        ประหนึ่งรู้สึกได้ เฟิงหลิงเหยียนหันหน้ามา ครั้นเห็นร่างของใครคนหนึ่งยื่นตระหง่านอยู่บนยอดสูงสุดของสาขาลัวซาก็ตกตะลึงไปทันที

        สี่ตาสบประสาน ท่าทีของหลินโม่นิ่งสงบดังเดิม ไม่เปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย

        กลับเป็นเฟิงหลิงเหยียนเสียเองที่ตะลึงค้างไป แม้อยู่ห่างกันมาก ทว่านางกลับมองเห็นหลินโม่ ในใจพลันสั่นสะท้านขึ้น

        รองเจ้าสาขาแห่งสาขาลัวซาที่กำลังถ่ายทอดวรยุทธ์ สังเกตเห็นเฟิงหลิงเหยียนเอาแต่หันมองไปนอกตำหนัก จึงเงยหน้าหันมองตามอย่างเสียมิได้ ชั่ววินาทีที่เห็นหลินโม่ยืนบนยอดสาขาก็ตกตะลึงไปครู่หนึ่งไม่แพ้กัน

        หลินโม่…

        ดวงตารองเจ้าสาขาเบิกโตเท่าไข่ห่าน พลังเจินหยวนที่โอบล้อมกายพลันพุ่งขึ้นกลางอากาศ “เจ้ายังกล้ากลับมาสำนักเทียนซิงอยู่อีก ทั้งยังยืนสูงปราดมองข้า อยากทำให้เราขายหน้าหรือไร? มานี่ซะ!

        เมื่อประโยคนี้ดังออกมา ในตำหนักก็แตกตื่นทันที เหล่าศิษย์ทยอยยืนขึ้นพลางมองหลินโม่ที่ยืนบนยอดสาขาลัวซา พวกเขาย่อมรู้จักหลินโม่อยู่แล้ว ต่อให้ไม่เคยเห็นแต่ก็เคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามเช่นกัน

        ในสำนักเทียนซิง หลินโม่คือศิษย์ในตำนาน ด้วยวีรกรรมเมื่อสามเดือนก่อน เอาชนะสิบมหาอำนาจผู้แข็งแกร่งรุ่นเยาว์ของสำนักเทียนซิงไปได้

        แม้ยามนั้นสำนักเทียนซิงจะควบคุมอย่างถึงที่สุดแล้ว ทว่าก็ควบคุมความรวดเร็วของข่าวที่กระจายไปไม่ได้ ศิษย์ในสำนักเทียนซิง แม้นจะมีคนไม่พอใจและเหยียดหยามเขา ทว่าก็เริ่มมีคนชื่นชมหลินโม่ไม่น้อยเช่นกัน

        ข้าแค่กลับมาดูก็เท่านั้น ไม่คิดจะก่อเรื่อง” หลินโม่เอ่ยเสียงเรียบ ก่อนเหยียดนิ้วออก กวาดกดทับมวลอากาศ กระแสอากาศโหมกระหน่ำขึ้นมา

        รองเจ้าสาขากำลังกระโดดขึ้นที่สูง ทว่าถูกกระแสอากาศกระแทกกลับรุนแรง หลังจากตกลงด้านล่างก็โซเซถอยหลังไปนับสิบก้าวก่อนหยุดนิ่งลง เหล่าศิษย์ที่เหลือถูกมวลอากาศคลั่งกดทับไว้ รองเจ้าสาขาอับอายแทบแทรกแผ่นดิน ฝ่าเท้ากระทืบพื้น หมายกระโดดขึ้นอีกครั้ง

        ฟู่ว…

        เสียงแหลมคมหวีดดังขึ้น ทัฬหลมปราณทรงพลังยิงทะลุพื้นใต้ฝ่าเท้ารองเจ้าสาขา

        เมื่อเห็นพื้นเกิดหลุมลึก รองเจ้าสาขาจึงชะงักหยุดลง ใบหน้าขาวซีดดุจกระดาษ หน้าผากและแผ่นหลังโชกชุ่มด้วยเหงื่อเย็นในชั่วพริบตา เขารู้สึกว่าระยะห่างระหว่างความตายกับตนเมื่อครู่ ห่างกันเพียงเสี้ยวก้าวเดียวเท่านั้น

        ปล่อยพลังแหวกอากาศยาวเหยียดไปร้อยจั้ง…

        ศิษย์ชั้นยอดคนหนึ่งเอ่ยเสียงสั่นเครือ “นี่คือลมปราณระดับกำเนิดที่เขียนไว้ในหนังสือ เมื่อบรรลุจึงจะทำได้ถึงระดับนี้…

        เมื่อสิ้นเสียง ความโกลาหลเสียงดังพลันบังเกิดขึ้นในตำหนัก

        หน้าของรองเจ้าสาขาประหนึ่งตายไปแล้ว เขาย่อมทราบดีว่าการโจมตีเมื่อครู่นั้นต้องบรรลุระดับใดถึงจะทำได้ถึงเพียงนี้ นั่นก็คือมีเพียงผู้บำเพ็ญระดับกำเนิดเท่านั้นถึงจะทำได้ ทว่ายามนี้เขาเพิ่งบรรลุระดับหลอมปราณขั้นท้าย แม้แต่ระดับสร้างฐานรากก็ยังไม่ถึงด้วยซ้ำ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงระดับกำเนิดเลย

        ข้าแค่กลับมาดู ไม่อยากถูกรบกวน” หลินโม่ทิ้งท้ายด้วยประโยคนี้ ตัวคนก็เลือนหายไป

        เมื่อเห็นสภาพที่เหลือทิ้งไว้ เฟิงหลิงเหยียนก็ตกตะลึงไปในทันที กระบอกตาแดงก่ำ น้ำตาแห่งความเสียใจภายหลังหลั่งไหลอย่างกลั้นไม่อยู่ นางเห็นความเย็นชาในตาของหลินโม่ นางรู้ว่าหลินโม่ที่เคยรู้จักในตอนแรกไม่มีวันกลับมาแล้ว ทั้งยังสร้างสภาพการณ์ในปัจจุบันไว้ให้เห็น ล้วนเป็นความผิดพลาดของนางทั้งสิ้น

        หลังจากรีบกลับมาดูสาขาเทียนซิงสักพักแล้ว หลินโม่ก็ไม่มีความคิดจะอยู่ที่นี่อีกต่อไป จึงหันหลังเร้นกายจากสำนักเทียนซิง

        ทว่าการจากไปของหลินโม่ กลับสร้างความสั่นสะเทือนมหาศาลครั้งใหญ่ไปทั้งสำนักเทียนซิง เหล่าอาวุโสทุกคนต่างมารวมตัวกัน คู่อริเดิมอย่างสาขาลัวซา สาขาเสวียนหลิง และสาขาซานเจว๋กลับมารวมตัวกันทั้งหมดเพื่อทำการหารือแนวทางรับมือ

        หากแต่ไม่ว่าจะหารืออย่างไรก็มิอาจหาบทสรุปได้ สีหน้าของระดับสูงแห่งสามสาขาใหญ่ย่ำแย่ดูแปลกตา ขณะเดียวกันความเสียใจพลันผุดขึ้นกลางทรวง ใครจะคาดคิดว่าเด็กหนุ่มที่ถูกไล่ออกจากสำนักเทียนซิงตอนนั้นจะกลับมาเมืองหลินโจวในสามเดือนถัดมา ที่กลับว่าก็ไม่ว่าอันใด หากแต่การบำเพ็ญของเด็กหนุ่มในตอนนี้กลับทะลวงถึงระดับที่เกินเอื้อมของพวกเขา จอมยุทธ์ระดับกำเนิดคนหนึ่งน่ากลัวขนาดไหน พวกเขาเคยสัมผัสมาอย่างลึกซึ้งแล้ว

        สิ่งสำคัญที่สุดคือ สำนักเทียนซิงเคยล่วงเกินหลินโม่

        แม้นหลินโม่จะบอกว่าแค่กลับมาดูเท่านั้น แต่เหล่าระดับสูงของสำนักเทียนซิงจะเชื่อหรือ? กล้าเชื่อหรือไม่? เหล่าอาวุโสระดับสูงประหนึ่งนั่งบนเข็มแหลม กังวลว่าหลินโม่อาจกลับมาล้างแค้นกะทันหัน ถึงวาระนั้นใครจะต้านทานความเกรี้ยวโกรธของจอมยุทธ์ระดับกำเนิดได้กัน?

        จากสายตาข้า ในเมื่อไม่มีทางต้านทานได้ มิสู้ขอเจรจาราสร้างสัมพันธไมตรีกับหลินโม่ตรงๆ เสียเลย” เจ้าสาขาเสวียนหลิงออกเสียง

        ไม่รู้ว่ายามนี้หลินโม่จะเป็นไปในทิศทางใดแล้ว จะสร้างสัมพันธไมตรีอย่างไรกัน?”  เจ้าสาขาซานเจว๋เอ่ยเสียงไม่พึงใจ

        เท่าที่ข้ารู้ หลินโม่ยังไปไม่ถึงไหน มีคนส่วนหนึ่งอยู่ในสถานบรรพชนของตระกูลหลิน ตอนนี้หลินโม่คงยังกลับไปไม่ถึง เรามุ่งหน้าไปสถานบรรพชนตระกูลหลินกัน ไม่ว่าจะเป็นการบังคับหลอกล่อก็ดี หรือการหว่านล้อมด้วยเหตุผลก็ดี อย่างไรก็ต้องทำให้ตระกูลหลินมายืนฝั่งเราให้ได้ มีเพียงวิธีนี้ถึงจะเลี่ยงความสัมพันธ์อันเลวร้ายกับจอมยุทธ์ระดับกำเนิดได้” เจ้าสาขาเสวียนหลิงกล่าว

        ข้าไม่เห็นด้วย

        เจ้าสาขาลัวซาเอ่ยเสียงขรึม “ต่อให้หลินโม่เป็นจอมยุทธ์ระดับกำเนิด แต่ก็มีเขาตัวคนเดียวนี่ กำลังของคนตระกูลหลินก็หาได้แข็งแกร่ง พวกข้าเป็นถึงเจ้าแห่งสำนักเทียนซิง จะให้ลดตัวไปขอความช่วยเหลือจากพวกมันหรือไร? มิสู้เช่นนี้ดีกว่าหรือ พวกเราบุกจับตัวพวกตระกูลหลินให้หมด กักตัวในสำนักเทียนซิง แล้วบอกกับสาธารณชนว่าเราเชิญพวกเขามาพำนักในสำนักเทียนซิงและปกป้องตระกูลหลิน พอมีพวกเขาแล้ว หลินโม่ก็คงลูบหน้าปะจมูก* ไม่กล้าทำอะไรเราอีกแน่นอน(*อยากจะโจมตีคนเลวแต่ก็กลัวกระทบพวกพ้องหรือคนดีใกล้ๆ)

        เจ้าสาขาซานเจว๋และเสวียนหลิงสบตากัน หลังจากชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งจึงพยักหน้าตกลงตาม วิธีนี้เป็นวิธีที่ดีที่สุดในยามนี้แล้ว ทั้งยังควบคุมหลินโม่ได้ และปกป้องพวกเขาทั้งหมดได้ด้วย

        ทันทีทันใด เจ้าสาขาเสวียนหลิงจึงนำพาเหล่ายอดฝีมือมุ่งหน้าไปยังสถานบรรพชนตระกูลหลิน

        เมื่อเห็นสถานบรรพชนตระกูลหลินอันทรุดโทรม เจ้าสาขาลัวซาก็เร่งสาวเท้าก้าวใหญ่รุดหน้าเข้าไป หลังจากยืนหน้าประตูใหญ่แล้ว ทันใดนั้นก็เห็นชายชราสองคนนั่งอยู่มุมหนึ่งของลานบ้าน  คนหนึ่งผมเงิน อีกคนหัวโล้น กำลังตั้งหน้าตั้งตาเล่นหมากรุก

        เรียกผู้ดูแลตระกูลหลินออกมาซะ” ลูกน้องเจ้าสาขาลัวซาข้างกายชี้ไปยังชายชราผมเงิน

        ผ่านไปเนิ่นนาน ทั้งสองยังคงตั้งใจเล่นหมากรุก ราวกับเจ้าสาขาลัวซาและพรรคพวกเป็นอากาศอย่างไรอย่างนั้น

        ตาแก่สองคนนี้หูหนวกแล้วหรือไร?” ลูกน้องผู้นั้นตะโกนเสียงดังด้วยความโมโห พลางเดินก้าวใหญ่ ยกเท้าขึ้นหมายเตะกระดานหมากรุกให้คว่ำ

        หนวกหูจริงๆ!

        อาวุโสผมเงินทำหน้าไม่สบอารมณ์ พลันสะบัดมือ ลูกกระจ๊อกก็ถูกซัดกระเด็นปลิวไปไกลถึงร้อยจั้ง ประหนึ่งเป็นแค่ก้อนหินข้างทางอย่างไรอย่างนั้น สิ้นเสียงกระแทกอัดพื้นหนักๆ  ก็ไม่มีเสียงใดตามมาอีก

        ขณะลงมือ อาวุโสผมเงินเผลอปล่อยกลิ่นอายลมปราณจนตลบอบอวล ทำเอาเจ้าสาขาลัวซาและพรรคพวกตะลึงค้างไป เมื่อครู่พวกเขาสัมผัสได้ถึงแรงกดดันอันน่าสะพรึง ชั่ววินาทีที่รู้สึกเหมือนหินก้อนใหญ่ทับอกไว้ช่างน่าหวาดกลัวเหลือเกิน

        เจ้าสาขาลัวซาพลันตระหนักได้ทันทีว่า พลังที่อาวุโสผมเงินปล่อยออกมาคืออะไร นั่นคือเจินหยวนระดับกำเนิด เสี้ยววินาทีนั้น สีหน้าของเจ้าสาขาลัวซาก็ย่ำแย่สุดขีด ความเสียใจผุดขึ้นเต็มทรวง ใครจะคาดคิดว่าที่นี่จะยังมีจอมยุทธ์ระดับกำเนิดอยู่อีก

        หลังจากเดินหมากบนกระดานไปหนึ่งช่อง อาวุโสผมเงินจึงหันกลับมามองพรรคพวกเจ้าสาขาลัวซา “เมื่อครู่พวกเจ้าจะตามหาใครนะ?

        อา…อาวุโส…พวกเรามาผิดที่ เมื่อครู่ได้รบกวนท่านไป หวังว่าอาวุโสจะไม่ถือโทษ” เจ้าสาขาลัวซาเอ่ยด้วยความตึงเครียด

        ที่แท้ก็มาผิดที่นี่เอง รีบไปซะเถอะ” อาวุโสผมเงินโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ

        ครั้นได้ยิน พวกเจ้าสาขาลัวซาดีใจสุดขีด ขณะกำลังจะเร้นกายจากไป ทันใดนั้นหลินอี้ป๋อพลันเดินออกมา เมื่อเห็นเจ้าสาขาลัวซาก็ตกตะลึงไปก่อนทีแรก และเข้าใจได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น ก่อนจะกล่าวเสียงขรึมกับเจ้าสาขาลัวซา “เจ้าสาขาทั้งสามท่านมาเยือนถึงที่ แค่ครู่เดียวก็จะไปแล้วหรือ? มิสู้เข้ามานั่งก่อนเป็นอย่างไร? สามเดือนก่อนทั้งสามท่านดูแลลูกข้าไม่ขาดตกบกพร่อง ไล่เขาออกจากสำนักเทียนซิง ข้ายังมิทันได้ขอบใจพวกท่านทั้งสามเลยนี่

        สิ้นเสียง อาวุโสผมเงินและอาวุโสหัวโล้นที่กำลังเดินหมากหยัดกายขึ้น พลางเขม็งจ้องเจ้าสาขาลัวซาไม่ละ ขณะเดียวกันอาวุโสอีกสองคนและผู้คุ้มกันอีกที่เหลือก็ค่อยๆ เดินเข้ามา

        เมื่อถูกอาวุโสผมเงินจ้องเขม็ง เจ้าสาขาลัวซาและพรรคพวกพลันรู้สึกราวกับติดอยู่ในหล่มโคลนลึก ครั้นสัมผัสได้ถึงแรงกดดันที่แผ่ซ่านจากร่างพวกเขา เจ้าสาขาลัวซาก็สั่นสะท้านไปชั่วพริบตา

        จอมยุทธ์ระดับกำเนิดสิบคน…

        ไฉนจู่ๆ ถึงมีจอมยุทธ์ระดับกำเนิดมากมายขนาดนี้โผล่ออกมาได้ล่ะ?

        ความสะพรึงกลัวฉายเต็มตาเจ้าสาขาลัวซาและพวกพ้อง ชั่วอึดใจก็ตกสู่ความสิ้นหวังทันที

Author Glory Forever